เสวนา 1: ปลดล็อกศักยภาพท้องถิ่น: สานพลังไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืน

สรุปงานเสวนาสานพลังไทยสวีเดนสู่เมืองไม้ยั่งยืน จ.แพร่ เสวนา
หัวข้อที่ 1 ปลดล็อกศักยภาพท้องถิ่น: สานพลังไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืน

วิทยากร

ผู้ดำเนินรายการ : นายสามชาย พรมขวัญ ประธานเครือข่ายแพร่มูฟ

อีก 40 ปีข้างหน้า เมืองจะขยายตัวทวีคูณ

แต่ปัจจุบัน อุตสาหกรรมก่อสร้างปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 40% ของโลก พื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ขาดการจัดการที่ยั่งยืน คนท้องถิ่นสูญเสียรายได้และต้องอพยพเข้าสู่เมือง หากไม่เปลี่ยนแปลง วันนี้เราอาจกำลังเดินสู่อนาคตที่เหลือเพียง “เมืองสีเทาไร้ป่า” ในเสวนาที่ 1 หัวข้อปลดล็อกศักยภาพท้องถิ่น ไทย–สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืน โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากไทยและสวีเดน ร่วมอัพเดทสถานการณ์ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบาย กฎหมาย การเงิน และการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ใหม่ในไทย สรุปประเด็นสำคัญดังนี้

🌱 ปลดล็อกที่ดินและกฎหมาย

  • ปัจจุบันไทยได้ตั้งเป้าหมาย เพิ่มป่าเศรษฐกิจอีก 15% หรือ 48.5 ล้านไร่ ในพื้นที่สีเขียว 55% ของประเทศภายใน 20 ปี โดยต้องให้ภาคการป่าไม้ลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้ 120 ล้านตัน 
  • โดยพื้นที่แห่งโอกาส คือ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมภายใต้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ที่มีกว่า 40 ล้านไร่ สามารถต่อยอดเป็น “สวนป่า” และ “วนเกษตร” ได้ 
  • ควรมีการสนับสนุนการแปรรูปไม้ในระดับชุมชน ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่กล้ามาอยู่ที่กลางน้ำ เพื่อสร้างธุรกิจท้องถิ่นและรายได้ที่ยั่งยืน
  • ปัจจุบัน มีการแก้ไขบัญชีต้นไม้ตาม พรบ.สวนป่า จากเดิม 58 รายการ เป็น 211 รายการ ในไม้ป่าปลูก
  • นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไข พรบ. สวนป่า 2535 เพื่อให้ที่ดินของรัฐทุกประเภท ที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินและอนุญาตให้บุคคลทำประโยชน์และอยู่อาศัย สามารถขึ้นทะเบียนสวนป่าได้ 
  • มีการออกมาตรการ โฉนดต้นไม้ เพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ผู้ปลูก
  • ปัจจุบัน มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนไม้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไม้แห่งชาติเป็นที่เรียบร้อย เพื่อศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและโครงการนำร่อง

🪵 ปลดล็อกอุตสาหกรรมไม้

  • เมืองและประชากรขยายตัว ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยไม้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ
  • การใช้วัสดุคอนกรีตหรือไม้ทั้งแผ่นดั้งเดิม สามารถถูกแทนที่ได้ด้วยไม้แปรรูปวิศวกรรม (CLT, Glulam, LVL) ข้อดีคือ ก่อสร้างได้เร็วขึ้นถึง 70% ใช้พลังงานน้อยกว่าอาคารคอนกรีต และไม้กักเก็บคาร์บอนสู่การพัฒนา Climate Smart Urban Development
  • การก่อสร้างด้วยไม้ในสวีเดน เพิ่มขึ้นจาก 10% → 30% ภายใน 5 ปี และตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้น 50% ภายในปี 2030
  • เมื่อมีกำลังการผลิตสูงขึ้น ราคาสามารถแข่งขันได้ รายได้จะกลับสู่ผู้ปลูกและผู้จัดการป่า

💰 ปลดล็อกการเงินและคาร์บอนเครดิต

  • รัฐไทยลงทุนด้านป่าไม้แล้วกว่า 46,000 ล้านบาท แต่ชุมชนยังรอผลตอบแทนระยะยาว
  • จำเป็นต้องพัฒนากลไก การเงินคาร์บอนและตลาดเครดิตป่าไม้ ที่โปร่งใส เป็นธรรม และอิงมาตรฐานสากล
  • ต้องบรรจุแผนป่าไม้ใน (ร่าง) NDC 3.0 เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน พร้อมขยายกองทุน Green Climate Fund

🤝 ปลดล็อกการทำงานแบบแยกส่วน

  • การจัดทำ One Map คือหัวใจของการบูรณาการ
  • ลดความซ้ำซ้อนด้านกฎหมายและสิทธิการใช้ที่ดิน
  • ทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจและศักยภาพในการพัฒนาอย่างแท้จริง

🌐 ปลดล็อกความร่วมมือสู่โลก

  • ไทย–สวีเดนร่วมมือเข้มแข็ง ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิชาการ
  • จังหวัดแพร่มีความเหมาะสมเป็น พื้นที่นำร่อง โมเดล ตัดไม้ได้ป่า” และ “ไม้เปลี่ยนเมือง
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม / TNIU พร้อมผลักดันความร่วมมือด้าน ป่าไม้ยั่งยืนและนวัตกรรม

✨ การ “ปลดล็อก” ไม่ใช่เพียงการมองที่ความท้าทาย แต่คือ เป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสสู่การพัฒนา

  • เมืองไม้ยั่งยืนเติบโตไปพร้อมป่า
  • เศรษฐกิจแข็งแรงไปพร้อมชุมชน
  • และจิตวิญญาณป่าไม้ไทยจะยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น

▸Aaron Kaplan, Founder, Eco Innovation Foundation (EIF) 

ปัญหาและคำตอบ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างเมือง-ชนบท 

หากเมืองยังเติบโตโดยไม่เหลียวแลป่า วันหนึ่งเราอาจเหลือเพียงเมืองสีเทาที่ไร้ต้นไม้ให้พึ่งพา ภายใน 40 ปีข้างหน้า การขยายตัวของเมืองและอาคารทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างกลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วกว่า 40% ของการปล่อยทั้งโลก ทั้งจากการผลิตเหล็ก ปูน ฯลฯ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พื้นที่สีเขียวและผืนป่า กลับเสี่ยงเสื่อมโทรมขาดการดูแลจัดการ คนที่พึ่งพาป่าไม่มีรายได้เพียงพอ จึงย้ายเข้าสู่เมือง และยิ่งทำให้การขยายตัวของเมืองและพื้นที่เพื่อการเกษตรครอบงำพื้นที่ป่ามากยิ่งขึ้น

เมืองเติบโตคู่กับป่า: ความสัมพันธ์ใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เมืองสามารถพัฒนาโดยใช้วัตถุดิบจากป่าอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ส่งรายได้กลับไปฟื้นฟูและดูแลป่า เกิดเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจภายใต้ผืนป่า (Forest-based Economy) ที่เกื้อกูลทั้งเมืองและชนบท การเชื่อมโยงเช่นนี้ไม่เพียงช่วยรักษาสมดุลทางนิเวศ แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน

อุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยไม้ เติบโตเร็วและแข่งขันได้
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ อุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยไม้ ซึ่งกำลังเติบโตและมีศักยภาพแข่งขันได้สูง ด้วยการก่อสร้างอาคารด้วยไม้วิศวกรรม เช่น ไม้อัดกาว Glulam (Glue-Laminated Timber) ไม้ผสาน CLT (Cross-laminated timber) ไม้อัดแปรรูป LVL(Laminated Veneer Lumber)        ไม่เพียงแข็งแรง ปลอดภัย สร้างได้รวดเร็ว แต่ยังช่วยลดคาร์บอนในการก่อสร้างได้มหาศาล

กรณีศึกษาในสวีเดน
เพียงช่วงเวลา 5 ปี อุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยไม้ในสวีเดนสามารถเติบโตจาก 10% เป็น 30% โดยในปี 2015 – 2023 สวีเดนมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 16 เท่า จาก 25,000 ลูกบาศก์เมตร พุ่งสู่ 400,000 ลูกบาศก์เมตร  ด้วยจุดแข็งคือราคาที่สามารถแข่งขันได้กับการก่อสร้างด้วยคอนกรีต และระยะเวลาก่อสร้างที่เร็วกว่าการก่อสร้างแบบทั่วไปถึง 70% ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารไม้กลายเป็นที่นิยมในสวีเดน และเป็นทางออกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน (Climate-smart Urban Development) 


▸ดร.สุวรรณ ตั้งมิตรเจริญ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้

การขับเคลื่อนไม้เศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมไม้ของประเทศไทย
ยุทธศาสตร์และนโยบายสนับสนุน
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) มีทั้งหมด 6 ด้าน โดยในด้านที่ 5 ระบุถึงมิติ “การสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”  

ซึ่งแนวคิดการพัฒนาเมืองไม้ยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน จะส่งเสริมยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการลดคาร์บอนโดยตรง (Carbon Neutral, Net Zero) โดยภาคการป่าไม้ต้องการลดคาร์บอนให้ได้ 120 ล้านตัน

เพื่อขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ (คปช.) ได้จัดทำ แผนแม่บทพัฒนาการป่าไม้แห่งชาติ โดยหนึ่งในมาตรการคือ การพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการป่าไม้ เพื่อพัฒนา “เขตพื้นที่ส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจ” ในภูมิภาคต่างๆ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่สีเขียว (ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเมือง) 39.60 % โดยใน 20 ปี ต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 55% (สัดส่วน “ป่าเศรษฐกิจ” เพิ่ม 15% หรือ 48.5 ล้านไร่) ต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ

จากงานวิจัยของ NIDA เมื่อปี 2564 พบว่า 5 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีความ “เหมาะสมมาก” สำหรับเป็นจุดยุทธศาสตร์พื้นที่ป่าเศรษฐกิจไม้สักของไทย ได้แก่ แพร่ ลำปาง น่าน อุตรดิตถ์ พะเยา โดยเหมาะสมในด้านศักยภาพ พื้นที่ปลูก การขนส่ง และ ผู้ประกอบการ

การเริ่มต้นโครงการนำร่องเมืองไม้ยั่งยืนที่ จ.แพร่ ที่พร้อมอุตสาหกรรมไม้ และชุมชนเข้มแข็ง ทำให้แพร่เป็นจุดเริ่มเร็ว/ยกระดับได้ ก่อนขยายสู่จังหวัดภาคเหนือและประเทศไทยต่อไป

กลไกสำคัญ ที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจของไทย 

  • ปัจจุบัน มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนไม้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไม้แห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
  • การพัฒนาโครงการวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างอาคารไม้ในประเทศไทย 
  • การแก้ไขบัญชีต้นไม้ตาม พรบ.สวนป่า จากเดิม 58 รายการเป็น 211 รายการในไม้ป่าปลูก
  • การแก้ไข พรบ. สวนป่า 2535 เพื่อให้ที่ดินของรัฐทุกประเภท ที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินและอนุญาต ให้บุคคลทำประโยชน์และอยู่อาศัยขึ้นทะเบียนสวนป่าได้ “เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิในที่ดินทำกิน มีแรงจูงใจในการปลูกสร้างสวนป่า ควบคู่กับการบริหารพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ” 

▸นายวิทยา คำภูแสน ผอ.กลุ่มพัฒนาเกษตรกรและเครือข่ายผู้นำ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)

การใช้พื้นที่การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในการส่งเสริมสวนป่า
พื้นที่สำคัญในการเพิ่มป่าเศรษฐกิจ คือ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมภายใต้ สปก. ที่มีพื้นที่ 40 ล้านไร่ทั่วประเทศ ครอบคลุม 72 จังหวัด โดยสปก. ส่งเสริมให้เพิ่มปลูกสวนป่ามากยิ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
พ.ศ. 2541 มีการกำหนดต้องปลูกไม้ยืนต้น 20%
พ.ศ. 2561 ส่งเสริมระบบวนเกษตร ปลูกพืชแบบผสมผสาน
พ.ศ. 2567 ยกระดับส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน สัตว์ ปลา และป่าปลูกยั่งยืน
มีการทำ “โฉนดต้นไม้” ที่สามารถแปลงเป็นเงินทุน สู่สินเชื่อเพื่อประเมิณที่ดินและเพิ่มมูลค่าและได้มีจัดทำฐานข้อมูลไม้ เช่นไม้สัก ไม้ยูคา กฐินเทพา อะคาเซีย ฯลฯ

อีกบทบาทสำคัญที่ สปก. กำลังส่งเสริม คือการผลักดันเกษตรกรจากต้นน้ำ ให้เข้าสู่ระดับ “กลางน้ำ” ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมป่าไม้ให้ได้  โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีความสามารถแปรรูป วัตถุดิบไม้ สู่ผลิตภัณฑ์เบื้องต้น เพื่อสร้างรายได้ในชุมชน ซึ่งปัจจุบัน สปก. ได้มีเปิดโครงการ ศูนย์การเรียนรู้การจัดการเนื้อไม้ในชุมชนหลายแห่งทั่วไทย เช่น ที่ชุมชน อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เป็นต้น

กลไกสำคัญ

  • สนับสนุนสัดส่วนรายได้ความเป็นธรรมให้ผู้ซื้อ-ขาย โดยภาครัฐต้องสร้างนโยบายแรจูงใจ
  • ปลูกฝังคนรุ่นใหม่สู่วงการป่าไม้และการเกษตร โดยสนับสนุนความเป็นผู้ประกอบการ 
  • สร้างความไว้วางใจ รัฐ-เอกชน พัฒนากฎหมาย ให้ “ต้นไม้ที่ปลูกเป็นของผู้ปลูก” แท้จริง 

▸นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล Executive Director,Climate Finance Network Thailand (CFNT)

การปลดล็อกศักยภาพท้องถิ่นในการพัฒนาเมืองไม้ ด้วยกลไกทางการเงิน
“การลงทุนป่าไม้ ผลตอบแทนได้หลายเด้ง” (ลดโลกร้อน ฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างเศรษฐกิจ วิถีชีวิตชุมชน) ซึ่งอุตสาหกรรมป่าไม้ มีศักยภาพช่วยนำไปสู่ Carbon-Negative จากการเพิ่มพื้นที่ป่าดูดซับ (Carbon Sink) + ใช้ไม้แทนวัสดุก่อสร้าง ซีเมนต์ คอนกรีต (เพื่อกักเก็บคาร์บอนในวัสดุ)  

โดยข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker พบว่า ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนหลักอย่างน้อย 46,000 ล้านบาทในโครงการที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ทั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน โดยมีจุดประสงค์หลากหลายทั้งฟื้นฟู ดูแล จัดการป่าไม้ ตลอดจนโครงการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและป่าชายเลน ที่สำคัญ โครงการเหล่านี้ยังกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านหรือชุมชนที่จะลงทุนในภาคป่าไม้ ยังมีความท้าทายอย่างน้อย 2 ประการใหญ่

ประการแรก ผลตอบแทนต้องใช้เวลาหลายปี หมายความว่าการปลูกต้นไม้ต้องรอคอยเวลาให้ต้นไม้โตและอาจกินเวลายาวนานกว่าจะได้ผลตอบแทน ซึ่งความท้าทายข้อนี้อาจแก้ไขได้ด้วยการใช้กลไกการเงินจากสถาบันการเงิน 

เพิ่มเติมคือ ในปัจจุบัน CFNT กำลังหารือกับพาร์ตเนอร์เพื่อหาทางปลดล็อกมาตรฐานการขายคาร์บอนเครดิตในระดับโลก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาด้านต้นทุนตรงนี้ เพิ่มการแบ่งปันประโยชน์อย่างเป็นธรรม และเพิ่มแรงจูงใจการดูแลป่าไม้ให้กับชุมชนและชาวบ้าน 

ประการสอง (ร่าง) แผน NDC 3.0 ยังไม่มีการวางแผนการดำเนินงานภาคป่าไม้ที่ชัดเจน ถึงแม้จะมีการกำหนดเป้าหมายไว้แล้วก็ตาม ดังนั้น กองทุนด้านความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นเมื่อกฎหมายรับมือภาวะโลกรวนผ่าน อาจไม่นับรวมด้านป่าไม้ และอาจไม่ช่วยเหลือชุมชนและคนตัวเล็กตัวน้อยที่อยากลงทุนด้านคาร์บอนเครดิต ดังนั้น จึงอยากให้ช่วยกันเรียกร้องให้ใน
(ร่าง) แผน NDC 3.0 มีการวางแผนระยะสั้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกัน

ต้นทุนในการทำคาร์บอนเครดิตคือความท้าทายหลักของประชาชน ซึ่งมีทางออกหลายทาง เช่น ภาครัฐออกนโยบายช่วยลดต้นทุนของผู้ที่ขายคาร์บอนเครดิต ออกแบบกลไกที่ทำให้รายย่อยสามารถรวมตัวกัน เพื่อขอเงินสนับสนุนจากกองทุนด้านความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติ
ขอบคุณสรุปจาก Facebook : CFNT Thailand


▸นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่

“จังหวัดแพร่ มีฝันเล็กๆ ที่กำลังเดินทางสู่เป้าหมายใหญ่ ความฝันที่จะเป็นเมืองไม้ เมืองแห่งการศึกษา และธุรกิจไม้ครบวงจร”
ควรมีการจัดทำ One Map เพื่อสร้างภาษาเดียวกัน ให้ทุกฝ่ายเห็นภาพรวมเดียวกัน ลดความทับซ้อนของกฎหมาย หรือ สิทธิระหว่างหน่วยงาน โดยจังหวัดมีบทบาทเป็นกลไก Function ที่ “แก้ปัญหาได้จริง” ตามความต้องการประชาชน  โดยปัจจุบันทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) มีเสนอว่าได้จัดทำ One Map บางส่วนบ้างแล้ว  


▸นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูต ณ​ กรุงสตอกโฮล์ม

การเดินทางมาถึงจังหวัดแพร่ครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่เพิ่มมิติความร่วมมือเชื่อมโลกสู่ไทย และเชื่อมท้องถิ่นไทยสู่โลก (Local-Global) โดยมีจังหวัดแพร่ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาเมืองไม้ เผยแพร่โมเดล “ตัดไม้ได้ป่า” และ  “ไม้เปลี่ยนเมือง” สู่พื้นที่ภาคเหนือและประเทศไทย เพื่อสร้างประโยชน์ สร้างรายได้ และรักษาจิตวิญญาณป่าไม้ไทยให้ยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ยินดีส่งเสริมความร่วมมือไทย-สวีเดน ด้านป่าไม้ยั่งยืนต่อไป


▸นายแพร์ ลินเนอร์ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย

  • ศักยภาพในประเทศไทย “มหาศาล” แพร่มีเอกลักษณ์ที่จะก้าวนำโดยศึกษาจากสวีเดน
    ต้นไม้โตเร็ว/รอบหมุนเวียนสั้น เป็น โอกาสทางเศรษฐกิจ และการปลดล้อคศักยภาพต้องใช้เครื่องมือวิธีผสมผสาน
  • นโยบายเดียวไม่พอ ต้องมีการออกนโยบายใหม่ๆ ทั้งกฎหมาย/การคลัง/การเงินคาร์บอน/ความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศ 
  • ปัจจุบันสวีเดนมีการสนับสนุนการพัฒนาป่าไม้ยั่งยืนที่ไทยมาแล้วเช่นผ่าน RECOFT ฯลฯ ในส่วนโอกาสความร่วมมือสวีเดน-แพร่ ดังนี้
    • การนำอุตสาหกรรมสวีเดนมาเชื่อมโยงกับแพร่
    • ถ่ายทอดความรู้ด้านการก่อสร้างไม้ เช่น การวางแผนสร้างโรงเรียน และ อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ ฯลฯ​
    • ผู้แทนจากจังหวัดแพร่ได้ไปศึกษาดูงานที่สวีเดน
    • การแลกเปลี่ยนวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยสวีเดนและไทย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
    • การสร้างการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระดับเมืองสู่เมือง 

📌 ติดตามสรุปและความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมไทย–นอร์ดิก สู่ความยั่งยืน
👉 Facebook: TNIU Thailand and Nordic Countries Innovation Unit
👉 เว็บไซต์: https://tniu-rte.org/

Discover more from Welcome to TNIU

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading