เสวนา  3 : ปลูกการศึกษา ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้ ด้วยงานวิจัยไทย-สวีเดน

💡ปลูกการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้ยั่งยืนได้อย่างไร?
ติดตามมุมมองและการอัพเดทความคืบหน้าโครงการที่ผลักดันแล้วในไทย ดังนี้

Highlight


🌱ปลูกความเข้าใจต้นน้ำ-กลางน้ำ
ปัจจุบัน ไทยมีความร่วมมือด้านงานวิจัยกับสวีเดน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างอาคารจากไม้ในประเทศ ภายใต้การสนับสนุนทุนจาก บพข. 2 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ขยายผลจากการเข้าร่วมศึกษาดูงานที่สวีเดนของคณะผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้ไทย เมื่อปี พ.ศ. 2566 นำโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม

โครงการที่ 1 : คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ​ กำลังทำวิจัยร่วมกับทีมคณะวิจัยสวีเดนจากหน่วยงาน Eco-Innovation Foundation (EIF) เรื่อง “การวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ในไทย : การก่อสร้างด้วยไม้โดยยึดหลักความยั่งยืนของป่าไม้และการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้”  ซึ่งจะศึกษาในมิติด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม ระบบการศึกษาใหม่ การวิจัย และ การสื่อสาร โดยงานวิจัยตั้งเป้าว่าจะเสร็จในปีหน้า และจะขยายผลสู่การพัฒนาสร้างอาคารไม้แห่งการเรียนรู้ “Wise Wood” โดยการทดลองสร้างอาคารต้นแบบสูง 7 ชั้น ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอนาคต

โครงการที่ 2 : คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาห้องสำเร็จรูปไม้ สำหรับอาคารชุดพักอาศัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในของประเทศไทย” โดย ดร.ธีรเนตร เทียนถาวร ร่วมพัฒนากับบริษัทเอกชน เพื่อใช้กับโครงการจริงที่มีการก่อสร้างภายในห้องชุดแบบมีชั้นลอย ทดแทนการใช้ซีเมนต์บอร์ด โดยได้ทดสอบประสิทธิภาพไม้ และความคุ้มค่าทางราคาระหว่างไม้ชนิดต่างๆ ได้แก่ ไม้อัดแปรรูป ไม้สัก และไม้สะเดาเทียม ซึ่งราคาไม้ไม่ได้แพงกว่ามากและผู้อยู่อาศัยชอบวัสดุไม้มากกว่าแบบเดิมเพราะไม้ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่า เมื่อไม้เนื้อแข็งทั้งแผ่น ไม่สามารถแข่งราคาตลาดคอนกรีตได้ ทางออกคือต้องเปลี่ยนคอนเซปต์ประเทศไทย ใช้วัสดุไม้แปรรูปสมัยใหม่และสร้างความเข้าใจให้กับผู้ออกแบบและตลาด
.
🌱ปลูกความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
ปัจจุบันบริษัท SCG มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ไทย (LVL) แล้ว  แต่โจทย์ต่อไปคือ “จะต่อยอดเป็นธุรกิจได้ไหม?”“มี Supply พอหรือไม่?” และที่สำคัญสุดคือ “มีตลาดหรือเปล่า?” คำตอบอาจไม่ใช่เพียงผลจากงานวิจัย แต่คือการต่อจิ๊กซอว์ทั้งระบบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างให้เกิดระบบอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นได้จริง สร้างตลาดรองรับที่ชัดเจน หากมีอุตสาหกรรมไม้ที่แข็งแรง -> จะมีคนปลูกไม้เพิ่ม -> ผู้ปลูกมีรายได้ระยะยาว ดังนั้น จึงควรเริ่มต้น “ตีมูลค่าทางเศรษฐกิจ” ให้ผู้ปลูกเห็นอนาคตที่จับต้องได้
.
🌱ปลูกการศึกษาระดับชุมชน
การเรียนรู้ต้องควบคู่กับการปฏิบัติจริง
วิทยาลัยชุมชนแพร่ ได้เปิดหลักสูตรไม้สัก ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนายุทธศาสตร์ จ.แพร่ เพื่อสร้างจุดแข็งทักษะบุคลากร ชุมชนจะอยู่ระยะห่างไกลเพียงใด ก็สามารถไปสอนให้ได้อย่างเท่าเทียม ปัจจุบันมีเปิดหลักสูตรอนุปริญญาด้านการจัดการป่าไม้ร่วมกับสถาบันนวัตกรรมป่าไม้ และ มีการอบรมให้ใช้เทคโนโลยี AI มาร่วมพัฒนางานออกแบบดีไซน์ เป้าหมายต้องการสร้างความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรกับสถาบันการศึกษาจากสวีเดนในอนาคต
.
🌱ปลูกความร่วมมือ ภาคประชาสังคม-ภาคการศึกษา-ภาครัฐ 
ตัวอย่างการผลักดันความร่วมมือในจังหวัดแพร่ที่น่าสนใจ คือ ภาคประชาสังคมแพร่มูฟ (Phrae Move) ได้เสนอการจัดทำการวิจัย MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ม.แม่โจ้ จ.แพร่ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการป่าไม้พื้นเดิม เปิดการเรียน การสอนในระดับป.ตรี ป.โท และป.เอก (เร็วๆ นี้)  เพื่อพัฒนางานวิจัยขับเคลื่อนนโยบาย แพร่ Sandbox เมืองไม้ยั่งยืนต้นแบบของไทย ซึ่งการสร้างเครือข่ายงานวิจัยสู่ภาครัฐจะช่วยให้เกิดประโยชน์เชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
.
🌱สวีเดนปลูกอย่างไร? สู่การปรับใช้กับไทยในอนาคต

รายได้ส่วนใหญ่ของผู้ปลูกป่าในสวีเดน มาจากการขายไม้สำหรับการก่อสร้าง โดยมีสมาคมหรือสหกรณ์เจ้าของพื้นที่ป่าปลูก (Forest owner associations) เป็นตัวแทนส่วนกลางดูแลให้คำแนะนำด้านการปลูก การจัดการ ทำการตลาดและรวบรวมไม้ของสมาชิกเพื่อพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมใหม่ๆ โดยสมาชิกสามารถมีสิทธิ์ออกเสียง ส่วนร่วมในการตัดสินใจ โมเดลที่ผู้เชี่ยวชาญสวีเดนเห็นว่าสามารถนำมาปรับใช้ได้ในไทยได้ 


▸ ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก ผู้ทรงคุณวุฒิ และรองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรม ม.เกษตรศาสตร์

“ที่ไหนไม่มีประวัติศาสตร์ ที่นั่นไม่มีอนาคต ที่แพร่มีประวัติศาสตร์ ที่นี่เลยมีอนาคต”  

  • ปัจจุบันม.เกษตรศาสตร์วางแผนพัฒนาอาคารไม้ 7 ชั้น ในไทย เป็นความท้าทายใหม่แต่สร้างแรงบันดาลใจให้สถาปนิกและช่างไม้ยกระดับฝีมือ
  • ทีมคณะผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป่าไม้ไทย-สวีเดน (มี.ค. 2566) : ร่วมตกลงทำโครงการวิจัยในหัวข้อ “การวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ในไทย : การก่อสร้างด้วยไม้โดยยึดหลักความยั่งยืนของป่าไม้และการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้” โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. เพื่อวิจัยครอบคลุมห่วงโซ่อุตสาหกรรมไม้ในไทย (Value Chain) ร่วมกับหน่วยงาน Eco-Innovation Foundation (EIF) 
  • มีการวางแผนพัฒนาพื้นที่นำร่องก่อสร้างอาคารไม้สูง Wood Wise “อาคารไม้แห่งความรู้” เพื่อสร้างการทดลองพัฒนา Impact Ecosystem ไม้ไทย ณ จุด Landmark บริเวณที่ต่างๆ ใน ม.เกษตรศาสตร์​  
  • แนวคิดการก่อสร้าง:
    • ชั้นล่างคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง
    • ด้านในใช้ Wooden Frame
    • โครงสร้างใช้วิศวกรรมไม้ Glulam, CLT และ LVL

▸ ผศ. สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาและความร่วมมือ

เมื่อ 2 ปีก่อน คณะอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยมีเดินทางไปสวีเดน ร่วมกับหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนด้านป่าไม้ยั่งยืนและอุตสาหกรรมไม้ไทย จากการเชิญของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม และได้สานต่อพัฒนาโครงการวิจัยทุนสนับสนุนจาก บพข. เกิดเป็นงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาห้องสำเร็จรูปไม้ สำหรับอาคารชุดพักอาศัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในของประเทศไทย” โดย ดร.ธีรเนตร เทียนถาวร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ผู้เป็นนักวิจัยหลัก ร่วมทดลองโครงการห้องชุดชั้นลอยที่เน้น วัสดุไม้ ร่วมกับบริษัท Nirvana Development เพื่อขยายผลการวิจัยเป็นรูปธรรม 

บทบาทสถาปัตย์ จุฬาฯ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้ 

1. การพัฒนาด้านการศึกษา
ทางคณะฯ​ เคยมีหลักสูตรการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ ทั้งนี้มีช่วงที่เลือนหายไปตั้งแต่การปิดป่าและความนิยมก่อสร้างด้วยคอนกรีต ทั้งนี้ องค์ความรู้ต่างๆ Knowhow ยังมีอยู่ พร้อมกลับมาใช้ทันที ต้องมีการส่งเสริมผลักดันยิ่งขึ้น

2. การสร้างความต้องการใช้ (Demand) ให้เกิดขึ้นจริง
สถาปัตย์ฯ เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันฝั่งปลายน้ำในห่วงโซ่อุตสาหกรรมป่าไม้ จะทำอย่างไรให้เกิดการใช้ไม้ในประเทศมากขึ้น และสร้างให้เกิดตลาดของไม้ โดยงานวิจัยควรต้องเชื่อมโยงกับการใช้งานจริง หรือ มีเอกชนมาช่วยผลักดัน 

ปัจจุบันคอนโดในกรุงเทพฯ มีอยู่เยอะมาก และส่วนมากมักสร้างเป็นรูปแบบ Duplex มีเพดานสูง  ด้วยราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ค่อนข้างสูง การขายต้องคำนึงถึงประโยชน์พื้นที่ใช้สอยเยอะสุด อาคารชุดแบบมีชั้นลอยสไตล์ Loft มักนิยมใช้โครงสร้างเหล็กและซีเมนต์บอร์ดในการสร้าง 

โจทย์ : จะทำอย่างไรให้เปลี่ยนจากการใช้ซีเมนต์บอร์ดมาเป็นไม้ โดยพิสูจน์ว่าไม้สามารถแข่งขันได้ในตลาด ต้องเปลี่ยน Mindset ประเทศไทย ว่า “ไม้ไม่ใช่ของแพง แต่คือวัสดุทางเลือกที่ยั่งยืน แข่งขันได้ และไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า” เพื่อสร้างให้เกิดตลาดใหม่

การทดลองและผลวิจัย ได้ทดลองไม้ 3 รูปแบบ:

  1. ไม้อัดแปรรูป (Laminated Veneer Lumber – LVL) (ปัจจุบัน SCG มีผลิตภัณฑ์นี้)
    • ราคาถูกกว่าเหล็ก + ซีเมนต์บอร์ด
    • ปัญหา: เก็บงานยาก+ค่าแรง แต่หากลูกค้ารับได้ จะถูกกว่ามาก
  2. ไม้สัก
    • สักท่อน → ราคาแพงเกินไปสำหรับการก่อสร้างชั้นลอย 
    • หากใช้ สัก Joint / กึ่ง Glulam ราคาลดลง แต่ยังสูงกว่าเล็กน้อย (ประมาณ​ +10,000 บาท)
  3. ไม้สะเดาเทียม (ไม้โตเร็วภาคใต้)
    • คุณสมบัติใกล้สัก มอดไม่กิน กลิ่นคล้ายสัก
    • ราคาถูกกว่าสัก 20% (ลดลง ประมาณ​ 8,000 บาทต่อยูนิต)
    • ความท้าทายคือ Branding เพราะชื่อ “สะเดา” อาจไม่ถูกใจผู้บริโภคอาจต้อง Rebrand ชื่อใหม่ เช่น “สักอภินิหาร” เป็นต้น 

สถานะงานวิจัยล่าสุด

  • กำลังทำ Mock-up โครงสร้างไม้ภายในที่โครงการของ Nirvana ซึ่งจะแล้วเสร็จใน 2 เดือน โดยได้รับการอนุเคราะห์ไม้จากทางบริษัท SCG และ Wooden เพื่อทดลอง 
  • ซึ่งหากเปรียบเทียบไม้ vs โครงสร้างปกติ  ลูกค้าชอบไม้กว่ามากเพราะรู้สึกผ่อนคลาย 
  • ต้องเปลี่ยนคอนเซปต์ประเทศไทย ไม้เนื้อแข็งทั้งแผ่น (Solid wood) ไม่สามารถแข่งราคาตลาดคอนกรีตได้ ทางออกคือควรใช้ วัสดุไม้แปรรูปสมัยใหม่ (LVL, Joint, ไม้ผสม, ไผ่อัด ฯลฯ) เพื่อลดราคาและยังแข่งขันได้
  • ควรสร้างระบบปลูกไม้เนื้อแข็งผสมผสาน เก็บระยะยาวเป็นทุน ขณะเดียวกันใช้ไม้โตเร็วเป็นทางเลือกในตลาดในอนาคต 

▸ นางรัชนีกร รวมทวี ผู้จัดการ Innovation Management and Incubation Manager, SCG Smart Living

การจะสร้างอุตสาหกรรมไม้ขึ้นมาได้จริง ต้องมองให้ครบทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำไม่ใช่แค่งานวิจัย แต่ต้องเข้าใจทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต วัสดุ เทคโนโลยี มาตรฐาน ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในตลาด

สิ่งที่สวีเดนทำให้เห็นคือ ไม่ใช่แค่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม แต่สามารถสร้างทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมขึ้นมาและมีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำมาใช้จริงในระดับประเทศได้

เมื่อกลับมามองที่ไทย ได้มีการพูดคุยครบทุกภาคส่วน ในภาคธุรกิจไม่ได้มองเพียงแค่ผลวิจัย แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “จะต่อยอดเป็นธุรกิจได้ไหม?” “มี Supply พอหรือไม่?” และที่สำคัญที่สุดคือ “มีตลาดหรือเปล่า?”

การผลักดันไม้เข้าสู่อุตสาหกรรม ต้อง Match ปริมาณให้พอกับความต้องการ และต้อง Secure ทั้งฝั่ง Supply และ Demand ซึ่งตอนนี้ตลาดไม้ในไทยหายไป การจะสร้างความต้องการกลับมาใหม่ต้องขับเคลื่อนหลายองค์ประกอบร่วมกัน และต้องมองตลาดต่างประเทศควบคู่ เพราะจะช่วยสร้าง Volume ให้ระบบมีความยั่งยืน

เริ่มจากสิ่งที่มี มองไปยังสิ่งที่เป็นไปได้

ในเชิงเทคนิค เรามองทั้งไม้โครงสร้าง (structural) และไม้เพื่อการใช้สอยทั่วไป โดยเริ่มจากการศึกษาศักยภาพของไม้โตเร็ว เช่น ไผ่ ยูคาลิปตัส ข้อดีคือเรื่องระยะเวลาเติบโต แต่ก็ไม่ละเลยไม้พื้นถิ่นอย่างสัก หรือสะเดา ซึ่งอยู่ในแผนระยะถัดไป และทดสอบสิ่งที่เรามี ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ “ไม้คุณภาพ” ที่ตอบโจทย์ตลาดจริง 

บริษัทฯ มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เช่น ม.เกษตรศาสตร์ และจุฬาฯ ในการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง โดยไม่ได้มองแค่ “Value Product” อย่างเดียว แต่ยังรวมถึง “By-product” ที่สามารถต่อยอดได้ เช่น การนำเศษไม้ไปใช้เป็น Biomass หรือแม้แต่ในแบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งไม้ไทยโตเร็วกว่าสวีเดนที่ใช้เวลา 90 ปี นั่นคือ “โอกาส” ของไทย

จาก Product สู่การสร้าง Ecosystem เต็มรูปแบบ

ตอนนี้เราเริ่มมีผลิตภัณฑ์แล้ว แต่โจทย์ต่อไปคือ “จะเข้าถึงตลาดได้อย่างไร?” โดยเฉพาะกับไม้แปรรูปใหม่ ๆ เช่น ไม้อัดแปรรูป (LVL) ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย ทำให้เกิด “Knowledge Gap” ที่ต้องพัฒนาทั้งในด้านการออกแบบ การติดตั้ง และแนวทางการก่อสร้างแบบใหม่

หากต้นทุนสูงเกินไปก็เข้าสู่ตลาดไม่ได้ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีมาช่วยบริหารต้นทุนให้แข่งขันได้ และต้องสร้าง Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ระบบการผลิต (ต้นน้ำ) การแปรรูปและเทคโนโลยี (กลางน้ำ) ไปจนถึงการใช้งานจริงในตลาด (ปลายน้ำ)

ซึ่งจังหวัดแพร่คือจุดร่วมที่ดี ทุกภาคส่วนมีศักยภาพร่วมกัน ถ้าสามารถสร้าง “ต้นแบบ” ที่ชัดเจน ว่าทุกฝ่ายจับมือกัน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และชุมชน จะเห็นภาพได้เร็ว และสามารถขยายผลได้จริง


▸ ผศ.ดร.รัฐพงศ์ ปกแก้ว คณบดี ม.แม่โจ้ แพร่ 

ความเชี่ยวชาญและทิศทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.แพร่ 

  • ก่อตั้งมา 30 ปี มุ่งพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตรและป่าไม้
  • มีปริญญาตรี 2 หลักสูตร สาขาเกษตรป่าไม้, เทคโนโลยีอุตสาหกรรมป่าไม้
  • มีปริญญาโท  1 หลักสูตร ด้านการจัดการป่าไม้ 
  • มีแผนเปิดปริญญาเอกด้านการจัดการป่าไม้ในพื้นที่แพร่ ปี พ.ศ. 2570 

พื้นที่ศึกษาและวิจัย

  • แม่โจ้แพร่มีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 580 ไร่
  • พื้นที่รวมทั้งหมด 2,200 ไร่ แบ่งเป็นโซนการศึกษาและเกษตรคุณภาพสูง 150 ไร่ ได้รับการรับรองเกษตรออร์แกนิก (IFAOM)
  • มีห้องแล็บและพื้นที่ป่าธรรมชาติสำหรับการวิจัยพืชสมุนไพรและงานป่าไม้

โครงการ Bio Pharmacy & Wellness Center

  • พัฒนาพืชสมุนไพร Unseen ให้เกิดมูลค่า
  • เป้าหมายสร้าง Wellness Center ใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้และวิจัยเชิงพื้นที่
  • งานวิจัยโดดเด่นและถ่ายทอดสู่ชุมชน
  • พัฒนางานวิจัยเรื่อง ไมคอร์ไรซา (Mycorrhiza) ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างเชื้อรากับรากพืช และเชื้อเห็ดป่า  เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ระหว่างรอไม้เจริญเติบโต
  • มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลวิจัยสู่ชุมชนและเขตป่าไม้ชุมชนจ.แพร่

ความร่วมมือกับภาคประชาสังคม (Phrae Move) 
ม.แม่โจ้ ได้ทำบันทึกข้อตกลงทางวิชาการ MOU เพื่อใช้ผลวิจัยขับเคลื่อน แพร่ Sandbox เมืองไม้ยั่งยืนต้นแบบของไทย ซึ่งการสร้างเครือข่ายงานวิจัย–ชุมชน–ภาคธุรกิจ จะช่วยให้เกิดประโยชน์เชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม


▸ นางสุมามาลย์ วิวรรธนดิฐกุล ประธานสภาวิทยาลัยชุมชนแพร่

  1. บทบาทและพื้นที่รับผิดชอบ
    • ภายใต้สถาบันวิทยาลัยชุมชน ดูแลประชากร 10% ฐานล่างที่ขาดโอกาสทางการศึกษา
    • แต่ละจังหวัดใช้สอนตามจุดเด่นจังหวัด ของแพร่เน้นเรื่องไม้สัก สอดคล้องกับนโยบายจังหวัด
  2. หลักสูตรและการเรียนการสอน
    การศึกษาต้องควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง หลักสูตรที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมไม้ เช่น หลักสูตรรุกขกร การจัดการทรัพยากรป่าไม้และป่าชุมชน และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร การฝึกอบรมทักษะที่จํา เป็น เช่น การปลูกป่าอย่างยั่งยืน การตัดไม้ ที่ถูกวิธี และการแปรรูปไม้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่งเสริม นวัตกรรมป่าไม้ และการทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้สัก 

ปัจจุบัน มีเปิดหลักสูตร อนุปริญญาด้านป่าไม้และทรัพยากรป่าไม้ ออกประกาศณียบัตร โดย MOU กับสถาบันนวัตกรรมป่าไม้ รุ่นแรก 68 คน รวมเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อ Upskills / Reskills และผู้สนใจทั่วไป เปิดโอกาสเรียนต่อระดับปริญญากับมหาวิทยาลัยที่ MOU ไว้ 

  1. โครงการ Go Green และ Carbon Credit
    • เปิดสอนการทำ Carbon Credit สร้าง Win-Win Situation
    • สอนชาวบ้านและผู้ประกอบการตั้งแต่ปลายน้ำถึงต้นน้ำ
    • เน้นตลาดต้องการจริง ช่วยพัฒนาการตลาดและใช้เทคโนโลยี AI
  2. รูปแบบการเรียนการสอนยืดหยุ่น
    • เรียนได้ทุกอายุ ตั้งแต่ 20–80 ปี
    • สอนที่ต้องการและพื้นที่ห่างไกลได้หากรวมตัวได้ 20 คน 
    • ระบบ Low-cost, ไม่เก็บค่าเรียนหากจำเป็น
  3. วิสัยทัศน์และความร่วมมือ
    • สนับสนุนเต็มที่ต่อแผนงานจังหวัดและภาคธุรกิจ
    • ยินดีเป็นผู้ผลักดันการเรียนรู้แบบยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา เมืองไม้ยั่งยืนแพร่
    • ก้าวต่อไป โอกาสความร่วมมือไทย-สวีเดน การพัฒนางานวิจัยร่วม สร้างโครงการวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งสองประเทศ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างไทย-สวีเดน และสร้างความยั่งยืนพัฒนาแนวทางการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่ง แวดล้อม 

▸ Klas Bengtsson, Co-Founder, Eco-Innovation Foundation

การสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็ก
ในสวีเดน รายได้ส่วนใหญ่ของผู้ปลูกป่ามาจากการขายไม้สำหรับก่อสร้าง มากกว่าการทำเยื่อกระดาษหรือพลังงานชีวภาพ ซึ่ง การบริหารจัดการป่าอย่างเหมาะสมจะทำให้ผู้ปลูกป่าได้ผลตอบแทนยั่งยืน

การวิจัย นวัตกรรม และการฝึกอบรม

  • ต้องทำงานร่วมกัน 2 ระดับ:
    (1) ระดับท้องถิ่น (Phrae level): พัฒนาความสามารถของชุมชน ฝึกอบรม ใช้จุดแข็งที่มีอยู่ สนับสนุนโดยรัฐบาลท้องถิ่น
    (2) ระดับวิชาการ (Academics + Academy of Wood Building) : ศึกษาและพัฒนาตัวอย่างจริงจากห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ทำงานร่วมกับชุมชน
  • การฝึกอบรมและโครงการนำร่อง Pilot Project ต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างระดับชุมชนกับระดับวิชาการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาพร้อมกัน

โมเดล Forest Owner Association สามารถปรับใช้ในไทยได้

การรวมตัวกันของกลุ่มสมาคมผู้ปลูกป่าช่วยให้ผู้ปลูกสามารถต่อรองราคาในตลาดได้ โดยสมาคมจะช่วยให้คำแนะนำช่วยวางแผนการดูแลป่า ปลูกต้นไม้ และตัดไม้ ทำการตลาด รวบรวมไม้จากสมาชิกไปแปรรูปและจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีโรงงานแปรรูปของตัวเอง เช่น โรงเลื่อย โรงงานเยื่อกระดาษ และผลิตนวัตกรรมไม้ใหม่ ๆ ซึ่งสมาชิกมีสิทธิ์ออกเสียงและส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือ สร้างความภูมิใจร่วมกัน

ปัจจุบันในสวีเดนมีอยู่ 3 สมาคมประจำภูมิภาคได้แก่ Södra (ใหญ่ที่สุดประเทศด้วยสมาชิกกว่า 50,000 ราย), Mellanskog, และ Norra Skog  เมื่อผู้ปลูกได้ผลตอบแทนจริง จะลงทุนในอุตสาหกรรมไม้มากขึ้น ทำให้ชาวนามีเครือข่ายและแรงจูงใจ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่าง SMEs ไม้, ชุมชน, และเมือง จะช่วยสร้าง Local Wood Supply และตลาดภายในพื้นที่

📌 ติดตามสรุปและความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมไทย–นอร์ดิก สู่ความยั่งยืน
👉 Facebook: TNIU Thailand and Nordic Countries Innovation Unit
👉 เว็บไซต์: https://tniu-rte.org/

Discover more from Welcome to TNIU

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading