
เสวนา 4 : จากป่าสู่เมือง : กรณีศึกษาการพัฒนานวัตกรรมไทย-สวีเดน (From forest to city : Innovative Case Studies from Sweden-Thailand)
ชวนสำรวจตัวอย่าง นวัตกรรมและแนวคิดที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป่าไม้ยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ สู่การร้อยเรียงเป็นระบบนิเวศนวัตกรรมเมืองไม้ยั่งยืน เพื่อนำมาปรับใช้กับบริบทไทย
Highlight
▸ นางสาวจุฑาธิป ใจนวล CEO, The Next Forest
ผู้นำกิจการเพื่อสังคมที่มุ่งฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืน เธอไม่ได้มองป่าเพียงแค่พื้นที่สีเขียว แต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า สามารถสร้างนวัตกรรม และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ


ความท้าทายหลักในปัจจุบัน
ป่าแต่ละพื้นที่ในไทยมีความทับซ้อนกัน ภายใต้การกำกับระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ต้องมีการจัดทำ Zoning แบ่งโซนบริหารจัดการพื้นที่ป่าและที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์อย่างสมดุล หรืออาจจัดทำโครงการพิเศษเพื่อให้พื้นที่ทับซ้อนสามารถพัฒนาภาพรวมเดินต่อไปได้ ทุกจังหวัดควรมีการจัดทำแผนที่กลาง “One Map” โดยหน่วยงานกลาง เพื่อเห็นภาพพัฒนาในทิศทางเดียวกัน

ตัวอย่างนวัตกรรมการดูแลจัดการป่า
- นวัตกรรมการฟื้นฟูป่า (Forest restoration) การปลูกพันธุ์ไม้โครงสร้างและไม้ท้องถิ่นหลายชนิด พัฒนาระบบวนเกษตร การผสมเชื้อเห็ดเพื่อให้ชาวบ้านสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างไม้ระยะยาวได้
- นวัตกรรมการดูแลรักษาป่า (Forest preservation) การใช้เทคโนโลยีโดรนสำรวจ ตรวจจับความร้อนไฟป่า กล้อง CCTV Camera Trap เพื่อเก็บข้อมูลสัตว์และติดตามป่า โดย The Next Forest ได้พัฒนา “นวัตกรรมการจำแนกชนิดพันธุ์ไม้โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ” ฯลฯ
- นวัตกรรมการจัดการสวนป่าเศรษฐกิจ (Economic forests management innovation) การวางแผนพื้นที่ปลูก ตัด และขนส่งไม้ให้เหมาะสม ซึ่งทางสวีเดนมีความโดดเด่นในการพัฒนาระบบ เก็บข้อมูลแบบ Digitalization สามารถปรับแนวทางให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศและดินของไทยได้


การพัฒนาเศรษฐกิจไม้ยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงแค่สวนป่า แต่ต้องมอง ระบบนิเวศป่าโดยรวม ซึ่งการบริหารจัดการที่ดีจะนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจได้แก่ การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน การเรียนรู้ทางธรรมชาติ การอาบป่า การท่องเที่ยวเดินป่า โครงการคาร์บอนเครดิต ฯลฯ สร้างรายได้ผ่าน Payment for Ecosystem Services (PES) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ปลูก

▸ Mr. Klas Bengtson, Co-Founder, Eco-Innovation Foundation
“โจทย์สำคัญของแพร่ คือการสร้างคอนเซปต์ การก่อสร้างอาคารไม้ ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมไม้กับผู้ประกอบการรายเล็ก (local entrepreneurs) เพื่อสร้างธุรกิจไม้ยั่งยืน”


ตัวอย่างกรณีศึกษาและแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ในประเทศเขตร้อนต่างๆ ที่อาจนำมาใช้ได้กับจังหวัดแพร่ และไทย
1.พัฒนาโรงเลื่อย ที่มีคุณภาพดีและแข่งขันได้

ไม้เป็นวัสดุที่น่าสนใจ เพราะไม่ว่าเลื่อยออกมาจากที่ไหน โรงเลื่อยขนาดเล็ก หรือใหญ่ หากมีการติดตั้งระบบที่ได้มาตรฐาน ก็ยังเป็นแผ่นไม้ที่สามารถนำไปใช้ ขายมูลค่าได้สูงเช่นเดียวกัน โรงเลื่อยเป็นอีกจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับชุมชน ที่แม้อยู่ห่างไกล แต่มีศักยภาพพัฒนาธุรกิจ สร้างรายได้ เติบโตได้
ตัวอย่าง: คุณ Klas เคยไปร่วมช่วยติดตั้งโรงเลื่อยให้กับชุมชนที่ประเทศ Tanzania แอฟริกา เป็นการลงทุนเล็กๆ เริ่มจากเพียง 1 เครื่องจักร พอชุมชนเริ่มมีรายได้ก็ขยายจำนวนเครื่องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญคือเครื่องต้องมีคุณภาพดีเพื่อให้ได้ไม้คุณภาพ ได้ใช้เครื่องจักรจากสวีเดน ทำให้ภายในไม่กี่ปีสามารถขยายกำลังการผลิตเป็น 8 เครื่อง ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง อย่างมั่นคง
2.การอบไม้ (Wood Drying) ต้องแม่นยำ

“If you don’t have perfect drying, you don’t have a product.”
แม้ไม้จะมีค่าและสวยเพียงใด หากพลาดที่กระบวนการอบไม้ ก็สูญเสียเปล่า ไร้มูลค่า การอบไม้ลงทุนไม่แพง สามารถใช้เทคโนโลยีง่าย ๆ แต่ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานสำคัญมาก*

3.สหกรณ์และการรวมกลุ่มผู้ปลูก (Forest Owners Associations)
การรวมตัวกันของกลุ่มสมาคมผู้ปลูกป่าช่วยให้ผู้ปลูกสามารถต่อรองราคาในตลาดได้ โดยสมาคมจะช่วยให้คำแนะนำช่วยวางแผนการดูแลป่า ปลูกต้นไม้ และตัดไม้ ทำการตลาด รวบรวมไม้จากสมาชิกไปแปรรูปและจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
ตัวอย่าง: ที่ประเทศชิลีมีการรวมกลุ่มขนาดย่อยทำ Group Certifications ใช้ FSC Certified สำหรับผู้ถือครองรายเล็ก
4.นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation)
ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ ที่จะสร้างคุณค่าให้กับป่า ใช้ผสมผสานทั้งไม้ท้องถิ่น และไม้โตเร็ว เช่น ที่ Uganda ได้นำไม้ยูคาลิปตัสมาทำ Glulam สำหรับประตู หน้าต่าง หรือพัฒนาระบบสำหรับสร้างบ้านไม้เหมือน Lego ขนาดเล็ก 2-3 ชั้น ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กขยายตลาดได้

สรุป: การพัฒนาโรงเลื่อย การอบไม้ การรวมกลุ่มเกษตรกร และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ คือข้อแนะนำที่จะสร้างอุตสาหกรรมไม้ที่แข่งขันได้และยังสร้างรายได้ยั่งยืนให้ผู้ประกอบการรายเล็ก
▸ Mr. Magnus Emilsson, CEO, Limträteknik


- การก่อสร้างอาคารไม้โมเดิร์นด้วยไม้วิศวกรรม
ในแต่ละโครงการก่อสร้างอาคารไม้ในสวีเดน มีสิ่งที่เชื่อมโยงกัน คือ การใช้ไม้วิศวกรรม (Engineering Wood Product / EWP) ที่มาจากการตัดไม้เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ และนำมาผสานต่อรวมกันใหม่อีกครั้งด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม และกาวผสาน การจะทำให้สามารถขยายตลาด Scale ได้ ต้องทำให้ไม้สามารถเชื่อมผสานต่อกันได้ ซึ่งเทคนิคนี้สามารถทำได้ตั้งแต่เวิร์กช็อปขนาดเล็กไปถึงอุตสาหกรรมใหญ่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง และไม้แต่ละประเภทสามารถทำ EWP ได้ ทั้งนี้ หากเป็นการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ต้องควบคุมความหนาแน่นไม้ให้สูงมากกว่า 350 กก. / ลูกบากศ์เมตร เพื่อความปลอดภัยและคงทน ซึ่งการพัฒนา EWP นี้ จะทำให้เพิ่มส่วนต่างทางกำไร สำหรับโรงเลื่อยได้ดีมาก


แนวทางการผลิตและตลาด
- “Start small→Scale up” การพัฒนาสร้างอุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารไม้ อาจเริ่มจากชิ้นเล็กที่ทำได้ในโรงงานขนาดเล็ก เช่น Glulam beam ส่วนไม้แบบ Cross Laminated Timber (CLT) ต้องใช้โรงงาน และ เทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิต
- มีโอกาสทางธุรกิจสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ ในสวีเดน ผู้ผลิตรายใหญ่จะเน้นมาตรฐานและปริมาณสูง ตัวอย่าง บริษัท Stora Enso (มีธุรกิจ CLT ใหญ่สุดในโลก) บริษัท Setra Group บริษัทสวีเดนที่ผลิต Glulam มีผลิตภัณฑ์ไม้ที่หลากหลาย ส่วนผู้ผลิตรายเล็กในพื้นที่จะเน้นผลิตชิ้นส่วนพิเศษ ที่อาจเป็นชิ้นส่วนเล็กแต่สำคัญที่ต้องสั่งทำเฉพาะแบบในการสร้างอาคาร ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในอุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารไม้ ไม่ว่าจะธุรกิจใหญ่หรือเล็กก็มีตลาด และโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน
- “ต้องเริ่มสร้างขึ้นมาก่อน ถึงจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้”

ตัวอย่างอาคารที่ใช้ไม้มาจากทั้งบริษัทขนาดใหญ่และโรงงานขนาดเล็กหรือไม้จากชุมชนใกล้ๆ
การก่อสร้างและการปรับสภาพอากาศ
- วางแผนตามสภาพภูมิอากาศในพื้นที่
ความท้าทายที่สวีเดนคือ เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวต้องทำให้ตึกอบอุ่น จึงให้ความสำคัญกับ การออกแบบ Indoor Climate มาก บ้านต้องสามารถเก็บความร้อนได้ดี ในส่วนของไทยต้องทำให้ตึกเย็น ป้องกันความร้อน, ปลวก, และความชื้น ผนังไม้ที่เหมาะกับสภาพอากาศไทย คือ ชั้นนอกคงทน มีช่องว่างก่อนฉนวน เพื่อป้องกันลมและความชื้น อาคารอาจผสามผสานระหว่างคอนกรีตด้านล่างและไม้ด้านบนเพื่อความมั่นคง - เพราะโลกอาจจะชื้นขึ้นเป็นสองเท่าในอนาคต
ขั้นตอนการวางแผนก่อนจึงสำคัญมาก เพราะจะทำให้ยืดอายุโครงสร้างอาคารมากขึ้น ให้ความสำคัญกับทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่การอบไม้ เลื่อยไม้ต้องเรียบ ติดตั้งอย่างถูกวิธี เพื่อลดการแตกร้าวในอนาคต ตำแหน่งการวางเสาไม้ก็มีผลเช่นกัน เพื่อให้คงทน ต้องอยู่ในพื้นที่อากาศที่คงที่ การดีไซน์ที่พิถีพิถันรอบด้านนี้ จะทำให้อาคารไม้เกิดความยั่งยืน รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

ความทันสมัยอาจไม่ได้ขึ้นอยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว แต่คือกระบวนการและเทคโนโลยีที่แฝงอยู่ในนั้น แม้อาคารที่ออกแบบมาดูเก่าแก่ภายนอกก็ตาม คนที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องเชี่ยวชาญ และฝึกอบรมเพื่อใช้อย่างถูกต้องและครบวงจร
“A house that is good for the environment is the house that stands there for a long time.” – บ้านที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม คือ บ้านที่อยู่มานานหลายช่วงสมัย
▸ นายผไท ผดุงถิ่น – CEO Builk Thailand


เมื่อ 100 ปีที่แล้วอุตสาหกรรมปูนยังไม่เกิดในไทย แต่วันนี้มีปูนได้
เมื่อ 30 ปีที่แล้ว อุตสาหกรรมกระดาษยังไม่เกิดในไทย แต่วันนี้มีกระดาษได้
วันนี้จะเป็นไปได้ไหมที่จะ “Reimagine” ให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ใหม่ในไทยได้
สิ่งที่ชัดเจนอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม้ คือทางออกสำหรับการลดคาร์บอน
ประเทศไทยเติบโตขึ้นมาด้วยซีเมนต์ ทั้งที่แต่ก่อนก็ยังไม่มีอุตสาหกรรมนี้
ทั้งนี้เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับอุตสาหกรรมซีเมนต์แบบเดิม ๆ การสร้างระบบการก่อสร้างอาคารไม้ใหม่ จะเกิดขึ้นได้ด้วยการคิดมุมใหม่ “Reimagine” โดยการตั้งเป้าหมายก่อสร้างอย่างยั่งยืนร่วมกัน
“เราควรปลูกป่าให้ดูดคาร์บอน และควรตัดไม้มาไว้อยู่ในเมือง” ใช้ไม้จริงและไม้โครงสร้าง (Structural Wood) แทนซีเมนต์ เพื่อสร้าง Ecosystem ใหม่นอกเหนือจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ แต่เป็นการสร้างเมือง เหมือนเก็บถุงดำคาร์บอนมาไว้ในเมืองและไปกักเก็บถุงดำใหม่ในป่าวงจรที่ไทยน่าจะพัฒนามากกว่า 100 ปีที่แล้ว
ช่องว่างทางนวัตกรรม (Innovation gap)
หลายคนมักตั้งคำถามกับของใหม่ ว่าราคาแพง หากถามเช่นนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ปูนในยุคแรกก็มีราคาแพง กว่าจะทำให้ปูนที่ถูกลงได้ หรือกว่าที่นวัตกรรมใหม่จะจับต้องได้ ก็ต้องพิสูจน์คุณค่า (Value) ระหว่างราคาขายจริง (Selling price) กับราคาคาดการณ์ (Presumed price)


การจะเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรม ต้องลดเพดานราคาขายและเพิ่มการรับรู้
ปัจจุบันไทยเป็นผู้นำโลกด้านซีเมนต์ไฟเบอร์ (Cement Fibre) ทำไม้เทียมได้เหมือนไม้จริง แต่ทำไมเราไม่ใช้ไม่จริง ? เพราะข้อจำกัดที่ราคาสูง
ด้วยโมเดลธุรกิจแบบใหม่ เช่น การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ – เอกชน หน่วยงานรัฐสนับสนุนใช้ไม้ในการก่อสร้างอาคาร โครงการที่กำลังจะเกิด และสนับสนุนให้เอกชนที่มีศักยภาพ เช่น โครงการบ้านเพื่อสังคม (Social Housing) หรือการสร้างศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ เป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ที่ดี ช่วยให้เกิดได้เร็ว หรือการร่วมมือฝั่งเอกชน-ชุมชน เช่น การสร้างรีสอร์ตหรูที่ภูเก็ตจากไม้ จ.แพร่ ที่มีการบริหารจัดการป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ฯลฯ ตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมที่เห็นชัดในไทยคือ รถยนตร์ไฟฟ้า (EV)
อีกหน้าที่สำคัญที่ต้องทำคือ สร้างความตระหนักรู้ (Raise Awareness) และความเข้าใจ ในการจัดการก๊าซคาร์บอน และความรู้ในการการใช้ประโยชน์จากไม้ที่หลากหลายในไทย เพื่อผลิตสินค้าต่าง ๆ นอกจากกระดาษ วงกบ ประตู เฟอร์นิเจอร์ สู่ไม้โครงสร้าง ฯลฯ
อะไรวัดได้ก็พัฒนาได้
แต่ก่อนการวัดความสำเร็จอาจเป็นเพียงเงิน หรือ ผลกำไร แต่ปัจจุบัน มีเรื่องการคำนวน Carbon Emissions / Green Buildings / Construction Wastes / ESG ในวงการก่อสร้าง ฯลฯ) เข้ามามีส่วนมากขึ้น และมีเทคโนโลยีเก็บข้อมูล Digital Transformation >> Green Transition
การนำเข้าสามารถช่วยในเรื่องราคาเบื้องต้นได้ วันนี้หากนำเข้า Glulam / Glubam จากจีนจะมีราคาถูกกว่า แต่เป็นทางออกชั่วคราว หากจะสร้างอุตสาหกรรมยั่งยืนในไทย ต้องมีระบบอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนของตัวเอง
แนวทาง : ที่ไทยมีตัวอย่างการก่อสร้างอาคารด้วยไม้บ้างแล้ว เช่น ที่โครงการ The Forestias ที่เปิดให้ไปดูอาคารต้นแบบได้ ส่วนปัญหาเรื่องไฟ ปลวก แพง ก็มีทางออกแล้ว เพียงแต่ต้องเริ่มจาก First Principles Thinking: กลับไปที่จุดเล็กที่สุด (อะตอมของปัญหา) นั่นคือการแก้ตั้งแต่ทัศนคติ (Mindset) และสร้างปัจจัยเอื้อให้เกิดอุตสาหกรรม เช่น รัฐสนับสนุนแรงจูงใจด้านภาษี (Tax Incentive) ลดภาษีสำหรับอาคารไม้โครงสร้าง เพื่อกระตุ้นการลงทุนและสร้าง Ecosystem ในประเทศให้เกิดขึ้นจริง รวมถึง สร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ เช่น การทอดกฐินสร้างวัดไม้ ซึ่งเป็นแนวคิด crowdfunding แบบไทยๆ



▸ Mr. Björn Eliasson, Växjö Linnaeus Science Park + Godahus

การเปลี่ยนผ่าน (Transformation) สู่เมืองไม้ยั่งยืน
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เมือง Växjö สามารถเปลี่ยนผ่านสู่เมืองไม้ได้แห่งแรกในสวีเดน โดยปัจจุบันมีอาคารไม้ขนาดใหญ่กว่า 100 แห่งที่เป็นทั้งที่พักอาศัย บ้านเพื่อสังคม ศูนย์การค้า โรงเรียน อาคารต่าง ๆ ของเทศบาล ฯลฯ
“We Live in the forest, With the forest, By the forest, and Of the forest”
เราอาศัยอยู่ ในป่า, กับป่า, โดยป่า, และ เป็นส่วนหนึ่งของป่า ดังนั้นจึงสำคัญมากที่ Växjö จะรักษาและพัฒนาระบบอุตสาหกรรมป่าไม้สำหรับเมือง
ปัจจัยสำคัญสำหรับการสร้างเมืองไม้ยั่งยืน คือ ทิศทาง (Direction) ความต่อเนื่อง (Continuity) และ นวัตกรรม (Innovation)
โดย 50% ของอาคารที่อยู่อาศัย และ บ้านเพื่อสังคม (Social housing) ในเมือง Växjö สร้างด้วยไม้ทั้งสิ้น ซึ่งเทศบาลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้

ปัจจัยความสำเร็จ
- การร่วมมือกับภาคการศึกษา (Collaboration with Academia)
“ตั้งแต่วันแรกที่ตั้งเป้าหมายว่าอยากเป็นเมืองไม้ เมืองเริ่มร่วมมือกับภาคการศึกษาทันที” การวิจัยคือหัวใจของวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีไม้ - ตลาดของบริษัทก่อสร้าง (Market of Construction Companies)
- เป็นความโชคดีของเมือง Växjö ที่มีบริษัทก่อสร้างขนาดกลางหลายแห่งทั่วเมือง “ขนาดใหญ่พอในการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ และเล็กพอที่จะปรับตัวได้เร็ว” ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันได้
- นอกจากนี้ เมืองได้เปิดโอกาสเกิดเทคโนโลยีใหม่ให้ “ทดลอง–ผิดพลาด–เรียนรู้” “ไม่ใช่ทุกอาคารไม้ที่สร้างมาจะดี แต่ทุกอาคารมีคุณค่ามากในการเรียนรู้พัฒนาต่อ” การได้รับการสนับสนุนจากเทศบาล ทำให้กล้าที่จะลองสร้างอะไรใหม่ๆ ที่อยากจะสร้าง
- เปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยน (Arena for Competence Sharing)
- มุมมองจาก 30 ปีก่อน ที่เมืองต้องสร้างด้วยไม้ เพราะมีปริมาณไม้มาก สู่เป้าหมายในปัจจุบันที่อยากพัฒนาเป็นระบบนิเวศป่าไม้-ก่อสร้างไม้ และการเป็นอยู่อย่างยั่งยืน (Sustainable Living) มากยิ่งขึ้น
เครื่องมือการขับเคลื่อนเมืองไม้ (Tools for City Development)
- การจัดสรรที่ดิน (Land Allocation)
- เมื่อขายที่ดินทำเลสวยงาม เทศบาลจะตั้งเงื่อนไข: ผู้ซื้อที่ดินต้องสร้างด้วยไม้และเชื่อมกับโครงการวิจัยเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน (movement) ให้ผู้เล่นทั้งหมดในระบบอุตสาหกรรมมีส่วนร่วม
- การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและเครือข่าย (Partnership with Universities & Associations)
- เน้นการสร้างเครือข่าย (Network) การพัฒนาศักยภาพ (Competence) และความร่วมมือ (Collaboration) ทั้งระดับมหาวิทยาลัยและเครือข่ายผู้ประกอบการ
ตัวอย่าง: Godahus (เครือข่ายก่อสร้างในภูมิภาค) เริ่มจาก 5–6 บริษัท และเทศบาลในวันนี้มี 65 บริษัทที่หลากหลายในอุตสาหกรรมก่อสร้างเข้าร่วมเป็นสมาชิก เป็นการยกระดับเครือข่ายเพิ่มศักยภาพของทั้งอุตสาหกรรม เชื่อมโยงกับการพัฒนาเมืองโดยทุนที่ได้จากเทศบาลมา Godahus ได้กระจายเงินไปให้มหาวิทยาลัย เพื่อจ้างอาจารย์ บุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถมาช่วยพัฒนาความสามารถ เป็นแพลตฟอร์ม Network & Knowledge Sharing สำหรับ ทุกภาคส่วน
- การจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)
- ใช้กระบวนการจัดซื้อที่มีเงื่อนไขเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเมืองไม้

ตัวอย่างโครงการนำร่อง – Phrae Sustainable Wood City Model
หลังงานเสวนาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ยังได้มีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Session 5 : Workshop: From Talks to Transformation : Jump-Start Wood City Sandbox! (หัวข้อ : จากเสวนาสู่การสร้างสรรค์ “แพร่แซนด์บอกซ์”) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 70-80 คน ได้ร่วมกันสรุปผลโดยการนำเสนอโครงการนำร่องเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในจังหวัดแพร่ ได้แก่



1. โครงการด้านการพัฒนากลไกกลางและการมีส่วนร่วม
(หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ – ภาคประชาสังคม: PhraeMove)
2. โครงการด้านการศึกษาและวิจัย: Open-data การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
(หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ – มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่)
3. โครงการด้านการศึกษาและวิจัย: การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยและเชื่อมโยงตลาด
(หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ – สถาบันนวัตกรรมป่าไม้ / วิทยาลัยชุมชนแพร่)
4. โครงการต้นน้ำ: การสร้างแรงจูงใจในการปลูกป่าและความชัดเจนเรื่องสิทธิที่ดิน (หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ – กรมป่าไม้)
5. โครงการกลางน้ำ: แพลตฟอร์มกลางซื้อขายไม้
(หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ – Locoforest รุ่น 5 จากกรมป่าไม้/ออป.)
6. โครงการกลางน้ำ: การสร้างมาตรฐานและการตลาด
(หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ – สภาอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่)
7. โครงการปลายน้ำ: การใช้ไม้และนวัตกรรมอาคารด้วย Engineered Wood
(หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ – ส่วนราชการจังหวัดแพร่)
📌 ติดตามความเคลื่อนไหว ข่าวสารด้านนวัตกรรมไทย–นอร์ดิก สู่ความยั่งยืนได้ที่
👉 Facebook: TNIU Thailand and Nordic Countries Innovation Unit
👉 เว็บไซต์: https://tniu-rte.org/
