สำหรับประเทศที่จริงจังกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ปัญหาสภาพภูมิอากาศไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่อยู่ใน “วัสดุก่อสร้าง” ที่เราใช้ทุกวัน เดนมาร์ก ประเทศเล็กที่มีป่าไม่มาก แต่บริหารจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ กำลังส่งสารไปยังโลกว่า อนาคตของเมืองอาจไม่ได้สร้างจากคอนกรีตและเหล็กเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ไม้” ซึ่งเปลี่ยนอาคารให้กลายเป็นที่เก็บคาร์บอนระยะยาว
เดนมาร์กเลือกบูรณาการภาคป่าไม้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สภาพภูมิอากาศระดับชาติ ผ่านนโยบาย เทคโนโลยี และการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่ ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาว่า “ทรัพยากรไม่ต้องมีมาก แต่ออกแบบให้ฉลาดและเชื่อมโยงทั้งระบบ” ก็สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้

Highlight
- ผืนป่าเดนมาร์ก: จากทรัพยากรจำกัด สู่สินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของชาติ
- เมื่อเมืองกลายเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน: สถาปัตยกรรมไม้มวลรวม
- ทำความรู้จัก ไบโอชาร์ (biochar) ตัวช่วยเปลี่ยนวัสดุเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน
- Green Financing : กองทุน Climate Forest Fund
🌳ผืนป่าเดนมาร์ก: จากทรัพยากรจำกัด สู่สินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของชาติ
เดนมาร์กอาจไม่ใช่ประเทศที่มีป่าที่กว้างใหญ่ แต่แนวทางของเดนมาร์กคือ “ความมุ่งมั่นฟื้นฟูป่าระยะยาวทั้งประเทศ” ปัจจุบัน พื้นที่ป่ามีประมาณ 14.9% ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด ซึ่งเห็นได้ว่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเมื่อ 200 ปีก่อนที่เหลือน้อยกว่า 3% เป้าหมายของเดนมาร์กในปัจจุบันคือ การทำให้ป่ามีบทบาทหลายมิติ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และประโยชน์ต่อสังคมไปพร้อมกัน
ยุทธศาสตร์ป่าไม้แห่งชาติในมุมมองระยะยาว
เดนมาร์กมอง “ป่าไม้” เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศ (climate infrastructure) ที่สำคัญ ยุทธศาสตร์ป่าไม้ระดับชาติมีเป้าหมายหลัก ได้แก่
- ขยายพื้นที่ป่าในระยะ 80 – 100 ปีข้างหน้า (Expansion Goal) เดนมาร์กตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าเป็น 20–25% ของพื้นที่ทั้งประเทศ ภายในช่วง 80–100 ปี โดยมุ่งผลด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ การขยายตัวอาศัยการวางผังการใช้ที่ดินเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการปรับพื้นที่เกษตรกรรมชายขอบให้กลับมาเป็นพื้นที่ธรรมชาติและป่า
- สงวนพื้นที่ให้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเป้าหมายหลัก (Biodiversity Mandate) ภายในปี 2040 อย่างน้อย 10% ของพื้นที่ป่าทั้งหมดจะต้องถูกจัดการโดยมี “ความหลากหลายทางชีวภาพ” เป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงการกำหนดพื้นที่ป่าอันไม่ถูกรบกวน (untouched forest areas) ภายใต้นโยบายระดับชาติที่เข้มงวดด้านการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
- ป่าในฐานะสินทรัพย์ด้านสวัสดิการ (Welfare Asset) ป่าได้รับการส่งเสริมให้เป็นพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และการเรียนรู้สาธารณะ เชื่อมบทบาทป่าเข้ากับมิติด้านสุขภาพและสวัสดิการประชาชนโดยตรง
Close-to-Nature Forestry: แนวคิดการจัดการป่าแบบใกล้เคียงธรรมชาติ
หัวใจของนโยบายป่าไม้เดนมาร์ก คือการมุ่งสู่การจัดการป่าแบบใกล้เคียงธรรมชาติ ทั้งในส่วนที่รัฐบาลควบคุม ผ่านกฏหมายและนโยบาย รวมถึงแนวคิดริเริ่มของภาคเอกชนและภาคประชาสังคม โดยภาครัฐให้การสนับสนุน
- เสริมความทนทานให้ระบบนิเวศป่า Close-to-Nature Forestry คือการลดการพึ่งพาป่าปลูกเชิงเดี่ยวที่เปราะบาง แล้วหันมาพัฒนาป่าที่มีพันธุ์ไม้หลายชนิด และมีหลายชั้นเรือนยอด (canopy) เพื่อให้โครงสร้างใกล้เคียงป่าธรรมชาติ โดยใช้วิธีตัดแบบเลือกต้น (selective harvesting) และปล่อยให้เกิดการฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ป่าที่ซับซ้อน” ซึ่งสามารถรับมือกับพายุรุนแรงหรือภาวะแห้งแล้งยาวนานได้ดีกว่าป่าปลูกที่แบบดั้งเดิม
- Digital Backbone ของระบบป่าไม้เดนมาร์ก การสร้างป่าไม้ที่ซับซ้อนถูกจัดการด้วยระบบเทคโนโลยี ผ่านระบบสำรวจป่าแห่งชาติ (National Forest Inventory – NFI) ที่ใช้ทั้งการสแกน LiDAR ภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลภาคสนาม เพื่อทำบัญชีคาร์บอนและวางแผนการใช้ประโยชน์จากไม้โดยยึดหลักความยั่งยืน ข้อมูลละเอียดระดับแปลงและต้นไม้ ทำให้สามารถวางแผนตัดไม้ “ทีละต้น” เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมรักษาแนวเรือนยอดของป่าไม่ให้ขาดตอน
🌳เมื่อเมืองกลายเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน: สถาปัตยกรรมไม้มวลรวม
จุดที่คนทั่วไปมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดอยู่ใน “เมือง” เดนมาร์กกำลังใช้ความสามารถด้านโครงสร้างของไม้ที่ครอบคลุมทั้งในเชิงวิศวกรรมและเชิงสิ่งแวดล้อม เช่น การกักเก็บคาร์บอน และใช้ไม้แทนวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนสูง อาคารโครงสร้างไม้ก็เปรียบเสมือน “ตู้เซฟ” ที่ฝังคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศเอาไว้ข้างในอาคาร แทนที่จะปล่อยให้ลอยอยู่ในอากาศ การสร้างเมืองด้วยไม้จึงเป็นการย้ายคาร์บอนจากป่ามาเก็บไว้ในเมืองอย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดคาร์บอนในภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด
กรณีศึกษา 1: WoodHub (Odense) – ภาครัฐเป็นผู้นำตลาด

(ภาพจาก woodhub.dk)
WoodHub คือ “ศูนย์รวมสำนักงานภาครัฐสมัยใหม่” ขนาดราว 31,000 ตารางเมตรในเมืองโอเดนซ์ (Odense) ออกแบบมาให้เป็นศูนย์รวม (hub) ใหม่ของหน่วยงานรัฐที่เดิมกระจายตัวอยู่หลายจุดทั่วเมือง มารวมกันอยู่ที่เดียว โดยมีทั้งพื้นที่สำนักงาน พื้นที่ประชุม และพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดให้เจ้าหน้าที่จากต่างหน่วยงานได้ทำงานร่วมกัน รวมถึงรองรับประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการในบรรยากาศที่โปร่ง โล่ง และเป็นมิตรต่อผู้ใช้มากกว่าศูนย์ราชการแบบเดิม
หน่วยงาน Danish Building and Property Agency ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ ตั้งเงื่อนไขชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า โครงสร้างหลักของ WoodHub ต้องใช้ไม้เป็นแกน โดยเน้น Cross-Laminated Timber (CLT) ซึ่งคือ แผ่นไม้ที่นำไม้แผ่นเล็กหลายชั้นมาวางสลับทิศเสี้ยนแล้วอัดกาวให้เป็นแผ่นใหญ่ ซึ่งแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดี และ Glulam หรือ ไม้แปรรูปที่นำไม้ชิ้นเล็กมาอัดกาวประกบกันให้เป็นคานหรือเสาโครงสร้าง ทำให้ตัวอาคารไม่ได้เป็นเพียง “ที่ทำการของหน่วยงานรัฐ” แต่กลายเป็นสัญลักษณ์เชิงนโยบายว่า ภาครัฐพร้อมจะเปลี่ยนพฤติกรรมการก่อสร้างของตัวเองก่อน และส่งสัญญาณไปยังตลาดว่า การก่อสร้างที่เลือกใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนสูงแบบเดิมจะก่อให้เกิดข้อสงสัย หากมีทางเลือกวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

(ภาพจาก woodhub.dk)
ในมุมของทีมสถาปนิก WoodHub สามารถใช้เป็นโมเดลว่า สถาปัตยกรรมสามารถเป็นตัวเร่งให้เกิด “เมืองที่ยั่งยืน” ได้ ไม่ใช่แค่สร้างอาคารภายนอกให้สวยงามยิ่งขึ้น แต่คือการออกแบบอาคารและพื้นที่เมืองให้เอื้อต่อการเปลี่ยนวิถีที่ผู้คนอยู่อาศัย ทำงาน และใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชน ทั้งในพื้นที่สำนักงาน พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงพื้นที่รอยต่อที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

(ภาพจาก woodhub.dk)
ผลการประเมินโครงการ WoodHub สะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมว่า โครงสร้างไม้มวลรวม (mass timber) สามารถใช้งานได้จริงในอาคารขนาดใหญ่ และช่วยลดคาร์บอนฝังตัวของอาคารลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 5,400 ตัน ตลอดอายุการใช้งาน 50 ปีของอาคาร
กรณีศึกษา 2: TRÆ (ออร์ฮูส) – ผู้บุกเบิกวงจรใช้ซ้ำ

(ภาพจาก lendager.com)
อาคาร TRÆ สูง 20 ชั้น ในย่าน South Harbor ของเมืองออร์ฮูส (TRÆ แปลว่า “ต้นไม้” หรือ “ไม้” ในภาษาเดนมาร์ก) คืออีกด้านหนึ่งของการทดลองเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับอาคารสำนักงาน โดยแทนที่จะเริ่มจากการออกแบบอาคารแล้วจัดหาวัสดุ สถาปนิกกลับตั้งต้นจากคำถามว่า “ตอนนี้มีวัสดุเหลือใช้และวัสดุรีไซเคิลอะไรอยู่บ้าง” แล้วจึงออกแบบอาคารให้รองรับสิ่งเหล่านั้น เป้าหมายคือ การสร้างอาคารสำนักงานที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
โครงสร้างหลักของ TRÆ ใช้ไม้เป็นแกน ทั้งคาน เสา และพื้นบางส่วน ผสานเข้ากับวัสดุรีเคลม (Reclaimed materials) ประเภทต่าง ๆ ตัวอาคารถูกออกแบบให้สามารถถอดชิ้นส่วนได้เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน เพื่อให้วัสดุแต่ละชิ้นกลับเข้าสู่ระบบการใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้อย่างสะดวก จากการคำนวณภายใน โครงการนี้มีรอยเท้าคาร์บอนอยู่ที่ 130,096 กิโลกรัม CO₂e และสามารถช่วยลดการเกิดของเสียได้ราว 170,534 กิโลกรัม* สะท้อนผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ของแนวคิดออกแบบจากวัสดุที่มีอยู่แล้ว

(ภาพจาก lendager.com)
จุดที่โดดเด่นที่สุดอยู่ที่เปลือกอาคาร (Facade) ซึ่งนำใบกังหันลมที่ปลดระวางมาตัดเป็นแผงกันแดด ร่วมกับแผ่นโลหะรีไซเคิลจากหลายแหล่ง จนเกิดเป็นผิวอาคารที่เล่นกับแสงและเงา เปลี่ยนมิติไปตามเวลาและสภาพอากาศ
ในเชิงรูปทรง TRÆ ได้แรงบันดาลใจจากไซโลและโครงสร้างอุตสาหกรรมริมท่าเรือ จึงถูกออกแบบให้เพรียวสูง ใช้พื้นที่ดินให้น้อยที่สุด และมีอาคารประกอบสูงหกชั้นเชื่อมถึงกันด้วยสะพานทางเดินลอยฟ้า ภาพใบกังหันลมเก่าที่กลายมาเป็นกันสาดของตึกสูง จึงไม่ใช่เพียงรายละเอียดอันสะดุดตา แต่เป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมหมุนเวียนในยุคเปลี่ยนผ่านสีเขียวอย่างชัดเจน
*อ้างอิงจากการคำนวณโดยโครงการ
🌳ทำความรู้จัก ไบโอชาร์ (biochar) ตัวช่วยเปลี่ยนวัสดุเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน
หนึ่งในก้าวถัดไปของเดนมาร์กในการเปลี่ยนผ่านสีเขียวในภาคก่อสร้าง คือการทำให้ “วัสดุ” กลายเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน โครงการ CHARBUILD จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง ผ่านการพัฒนา วัสดุก่อสร้างที่ผสมไบโอชาร์ (biochar)

(ภาพจาก dti.dk)
ไบโอชาร์คือ วัสดุฐานคาร์บอนที่ได้จากกระบวนการไพโรไลซิส (pyrolysis) ของวัสดุชีวภาพ เช่น เศษไม้หรือเศษพืช คาร์บอนจะถูกตรึงให้อยู่ในรูปที่เสถียร จึงมีศักยภาพทั้งในการกักเก็บ CO₂ ระยะยาว และลดรอยเท้าคาร์บอนของวัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มช่วยดูดซับสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และลดการปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์จากแผ่นไม้ประกอบ ช่วยให้คุณภาพอากาศภายในอาคารดีขึ้นควบคู่กันไป
ภายใต้โครงการ CHARBUILD มีการทดลองในห้องแล็บ การทำ Prototype และการทดสอบสมรรถนะวัสดุจริง ควบคู่กับการทำ life cycle screening เพื่อประเมินว่าหากใช้ไบโอชาร์ในสเกลใหญ่ จะช่วยลดการปล่อย CO₂ ได้มากเพียงใดในตลอดวัฏจักรชีวิตของวัสดุก่อสร้าง
เป้าหมายหลักของโครงการ ได้แก่
- ลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ของคอนกรีตมวลเบา ด้วยการแทนที่ส่วนหนึ่งของวัสดุดั้งเดิมด้วยไบโอชาร์
- ลดการปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์จากแผ่น particleboard เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคาร
- ทดสอบความเป็นไปได้ของการใช้ไบโอชาร์ในกระบวนการผลิตระดับอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาและทดสอบต้นแบบ
- ประเมินประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการวิเคราะห์วัฏจักรชีวิตอย่างเป็นระบบ
โครงการ CHARBUILD ได้รับทุนสนับสนุนจากความร่วมมือ INNO-CCUS partnership ภายใต้ Innovation Fund Denmark เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน 2024 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2026 โดยมี Danish Technological Institute เป็นผู้จัดการโครงการ ร่วมกับพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ Stiesdal SkyClean, Kronospan และ Leth Beton สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาวัสดุติดลบคาร์บอน หรือ วัสดุที่มีกระบวนการผลิตที่สามารถ “ดูดซับหรือกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ออกจากชั้นบรรยากาศได้มากกว่าปริมาณที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของวัสดุนั้นๆ ไม่ได้อยู่แค่ในห้องทดลอง แต่กำลังถูกทดสอบบนสายการผลิตจริงในห่วงโซ่อุตสาหกรรมก่อสร้างของเดนมาร์ก
🌳Green Financing : กองทุน Climate Forest Fund
การเปลี่ยนผ่านสีเขียวในองค์รวมของเดนมาร์กนั้นไม่ได้มองเป้าหมายสภาพภูมิอากาศแบบแยกส่วนแค่เรื่องที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหรือนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่เป็นการมองภาพรวมที่ผ่านการวิเคราะห์เชิงระบบที่ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกัน รวมทั้งต้องมี “การเงินที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ” เป็นฐานรองรับ เดนมาร์กจึงจัดตั้งกองทุนป่าภูมิอากาศ (Danish Climate Forest Fund – Klimaskovfonden) ขึ้นมาเป็นกลไกเฉพาะในการระดมทุนให้โครงการด้านสภาพภูมิอากาศของชาติ
กลไกระดมทุน: จากภาคธุรกิจ สู่ป่าใหม่และพื้นที่ชุ่มน้ำ
กองทุนนี้เปรียบเสมือน “การลงขันระดับชาติ” โดยกองทุนทำหน้าที่จัดการนำเงินบริจาคจากบริษัทต่างๆ ไปกว้านซื้อโครงการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกักเก็บคาร์บอน (เหมือนเลือกซื้อหุ้นที่ให้ปันผลดีที่สุด) เพื่อนำ “กำไร” ในรูปของอากาศที่สะอาดและป่าที่สมบูรณ์ไปคืนให้กับสังคมเดนมาร์กโดยรวม ตามเป้าหมายของประเทศ โดยเน้นโครงการ 2 ประเภทหลักได้แก่
- การปลูกป่าใหม่ (afforestation)
- การฟื้นฟูดินพรุและพื้นที่ลุ่มต่ำที่อุดมด้วยคาร์บอน (wetlands)
โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “ให้ 1 โครนเดนมาร์ก ลดคาร์บอนได้มากที่สุด” ผ่านการคัดเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทนด้านการลด CO₂ คุ้มค่าที่สุดต่อหน่วยเงินลงทุน
โมเดลความน่าเชื่อถือ: โปร่งใส ไม่นับซ้ำ ไม่ฟอกเขียว
จุดแข็งของกองทุนป่าภูมิอากาศคือ ผลการลดคาร์บอนจากเงินสนับสนุนเหล่านี้ ถูกนับรวมในบัญชีสภาพภูมิอากาศระดับชาติของเดนมาร์ก (Danish National Climate Accounts) ตัวแบบนี้เปิดทางให้ภาคเอกชนสนับสนุนการลดการปล่อย CO₂ นอกห่วงโซ่คุณค่าของตนเอง (Beyond Value Chain Mitigation – BVCM) ในแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เสี่ยงต่อการนับซ้ำ (double-counting) หรือถูกตั้งคำถามเรื่องการฟอกเขียว (greenwashing)
ความโปร่งใสในระดับ “จากเงินสนับสนุน → กองทุน → โครงการปลูกป่าหรือฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ → บันทึกในบัญชีสภาพภูมิอากาศของชาติ”
จึงกลายเป็นห่วงโซ่ความน่าเชื่อถือ ที่ช่วยเสริมความไว้วางใจต่อแนวทางแก้ไขปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศบนฐานธรรมชาติ (nature-based climate solutions) อย่างเป็นรูปธรรม
บทสรุปบทเรียนจากเดนมาร์ก: เมื่อป่า เมือง วัสดุ และการเงิน เดินไปด้วยกัน
กรณีของเดนมาร์กสะท้อนชัดว่า ผลลัพธ์ด้านสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังที่สุด เกิดขึ้นเมื่อ
- นโยบายป่าไม้ สร้างความทนทานให้ระบบนิเวศ
- เมือง ทดลองใช้โครงสร้างไม้มวลรวมในอาคารจริง
- ภาควิจัย พัฒนาวัสดุก่อสร้างคาร์บอนสุทธิติดลบ
- ระบบการเงิน สร้างกลไกระดมทุนที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ
ปัจจัยที่สำคัญทั้ง 4 นี้ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน บทเรียนสำคัญคือ แม้เดนมาร์กจะไม่ได้มีทรัพยากรป่าไม้ขนาดใหญ่ แต่เมื่อมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เชื่อมตั้งแต่ผืนป่า สถาปัตยกรรม วัสดุ ไปจนถึงเครื่องมือทางการเงิน และกล้าทดลองในงานก่อสร้างจริง “ป่าเล็ก ๆ” ก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือใหญ่ในการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศของโลกได้อย่างแท้จริง
แหล่งที่มา
https://www.kefm.dk/media/7113/dnfap_revised_2019_web20191219.pdf
https://klimaraadet.dk/sites/default/files/node/field_files/Denmark%27s%20Climate%20Transition%20Towards%202050.pdf
https://www.woodhub.dk/
https://lendager.com/project/trae/
https://www.dti.dk/projects/charbuild/45696
https://klimaskovfonden.dk/
https://life4forest.dk/english/about/what-is-close-to-nature-forestry
