Key Highlight Woodlife Business (Thailand)

ชวนร่วมออกเดินทางศึกษานวัตกรรม-เมืองไม้ยั่งยืนสวีเดน ณ สตอกโฮล์ม และ เมือง Växjö เจาะลึกต้นแบบโมเดลขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป่าไม้ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำในสวีเดน สู่การต่อยอดพัฒนาในบริบทไทย ผ่านรายการ “TNIU FIKA” จิบกาแฟแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กับผู้แทนประเทศไทยจาก 4 ภาคส่วน (รัฐ การศึกษา เอกชน ประชาชน) และ Business Sweden ที่ได้เข้าร่วมคณะ Wood Life Business (Thailand) เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา สนับสนุนโดย Swedish Institute (SI) ด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ “Pioneer the possible” รวมพลังสร้างความเป็นไปได้!

Highlight

(คลิกที่หัวข้อด้านล่างเพื่ออ่านบทความ)

เส้นทางความร่วมมือด้านป่าไม้ยั่งยืนไทย-สวีเดน 

ความร่วมมือด้านป่าไม้ไทย-สวีเดนได้วางรากฐานมายาวนานกว่า 130 ปี (พ.ศ. 2440) เริ่มต้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงเสด็จเยือนกรุงสตอกโฮล์มและทางภูมิภาคตอนเหนือของสวีเดนที่ขึ้นชื่อว่ามีป่าไม้และโรงเลื่อยไม้จำนวนมาก เพื่อศึกษาด้านการบริหารจัดการป่าไม้และเทคโนโลยีความก้าวหน้าของสวีเดน ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ และ สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ได้เสด็จเยือนประเทศไทยในภารกิจทางการทูตเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี และเสด็จเยือนไปยังองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ในจังหวัดพิษณุโลก สะท้อนถึงการสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคตด้านอุตสาหกรรมไม้และป่าไม้ระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ศูนย์ RECOFT (รีคอฟ) สนับสนุนโดยรัฐบาลสวีเดน ได้ก่อตั้งและดำเนินการในไทยเพื่อพัฒนาโครงการส่งเสริมการจัดการป่าไม้โดยชุมชนมาแล้วกว่า 30 ปี 

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้มีบทบาทสำคัญในการเข้ามาส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการป่าไม้ยั่งยืนและนวัตกรรมภายใต้ผืนป่า ทั้งผ่านรูปแบบการจัดงานสัมมนาทางวิชาการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ การจัดคณะศึกษาดูงานระบบนิเวศอุตสาหกรรมป่าไม้สวีเดน สู่การต่อยอดพัฒนาโครงการวิจัย และโครงการนำร่องการก่อสร้างอาคารไม้ในไทย ผนึกกำลังหน่วยงานหลายภาคส่วน ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความตระหนักและร่วมขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ตามนโยบายเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (BCG Economy)

(ภาพ: เส้นทางการพัฒนาโครงการป่าไม้ยั่งยืนไทย-สวีเดน ตั้งแต่ปี 2022-2025)
อ่านเพิ่มเติมได้ที่: รวมกิจกรรมความร่วมมือไทย-สวีเดนเพื่อป่าไม้เมืองยั่งยืน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้มีบทบาทสำคัญในการเข้ามาส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการป่าไม้ยั่งยืนและนวัตกรรมภายใต้ผืนป่า ทั้งผ่านรูปแบบการจัดงานสัมมนาทางวิชาการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ การจัดคณะศึกษาดูงานระบบนิเวศอุตสาหกรรมป่าไม้สวีเดน สู่การต่อยอดพัฒนาโครงการวิจัย และโครงการนำร่องการก่อสร้างอาคารไม้ในไทย ผนึกกำลังหน่วยงานหลายภาคส่วน ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความตระหนักและร่วมขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ตามนโยบายเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (BCG Economy)

ในงาน Thailand-Sweden Sustainable Development Forum (SDF) ภายใต้กรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืนไทย-สวีเดน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้ส่งเสริมประเด็นด้านป่าไม้ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสถานทูตฯ ได้จัดเวทีเสวนาสานพลังไทย-สวีเดนสู่เมืองไม้ยั่งยืน ณ จังหวัดแพร่ (Jump Start Wood City – From Local Empowerment to Global Partnership (SDF ครั้งที่ 5) เมื่อวันที่ 15-16 ส.ค. 2568 ร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร โดยสถานทูตสวีเดนได้สนับสนุนการจัดนิทรรศการ Woodlife Sweden เพื่อนำเสนอ 40 โครงการต้นแบบด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ในสวีเดนตั้งแต่งานขนาดเล็กถึงโครงการขนาดใหญ่

ยกระดับความร่วมมือไทย-สวีเดน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 รัฐมนตรีกระทวงการต่างประเทศไทย-สวีเดนได้ลงนามเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเด็นด้านป่าไม้ยั่งยืน (Sustainable Forestry) เป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือหลักที่สำคัญ ควบคู่กับประเด็นด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีการป้องกันประเทศ นวัตกรรม และสตาร์ทอัพ 


(คลิกที่หัวข้อด้านล่างเพื่ออ่านบทความ)

Woodlife Business (Thailand)

เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศด้านป่าไม้ของสวีเดน และเป็นกิจกรรมต่อยอดในเชิงวิชาการด้านป่าไม้ที่สถานทูตฯ ได้ขับเคลื่อนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงถึงพลังของความร่วมมือไทย-สวีเดนอย่างแท้จริง ทาง Swedish Institute (SI) ได้สนับสนุนการจัดทริปคณะศึกษาดูงาน Woodlife Business (Thailand) โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานไทยในภาคการป่าไม้ ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ภาคการวิจัย และภาครัฐของไทย กว่า 30 ท่าน ออกเดินทางศึกษาระบบนิเวศอุตสาหกรรมป่าไม้-เมืองไม้ยั่งยืนสวีเดน ณ กรุงสตอกโฮล์มและเมือง Växjö ระหว่างวันที่ 23-29 พฤศจิกายน 2568 จัดโดย Swedish Institute (SI), Swedish Forest Agency (Skogsstyrelsen) และ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ณ กรุงเทพฯ​ ร่วมสนับสนุนโดยเมือง Växjö สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม Swedish Wood, Architects Sweden และผู้เชี่ยวชาญสวีเดนอีกมากมายพร้อมแบ่งปันประสบการณ์-ความรู้ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือไทย-สวีเดนในอนาคต

(ภาพ: ผู้แทนหน่วยงานไทยที่ได้เข้าร่วมคณะ Woodlife Business) 
(ภาพ: นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์มให้การต้อนรับคณะผู้แทน Woodlife Business ณ ทำเนียบท่านทูต)

Business Sweden Report 

ช่องว่างและโอกาสในอุตสาหกรรมป่าไม้ไทยในมุมมอง Business Sweden  

1.ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด (Limited Resources)
การพึ่งพาประเภทไม้เศรษฐกิจบางประเภทที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น ไม้ยางพาราและยูคาลิปตัส ทั้งการผลิตไม้สักที่ไม่คงที่ และยังเสี่ยงติดโรค ทำให้ทรัพยากรไม้ไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด รวมถึงประเด็นที่ไม้บางส่วนปลูกแล้วไม่สามารถนำมาตัดขายได้ โอกาสของสวีเดน การนำเข้าไม้ที่มีคุณภาพได้รับมาตรฐานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการตลาดหรือการร่วมมือด้านการบริหารจัดการป่าไม้ให้ได้ไม้มีมาตรฐาน

2.ด้านเทคโนโลยี (Technology Gap) 
ปัจจุบันเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไม้ในไทย เช่น โรงเลื่อย ยังคงล้าสมัย ทำให้ผลิตภัณฑ์จากไม้อาจยังไม่สามารถทำให้ไม้แข่งขันกับตลาดได้ และขาดเงินลงทุนด้านเทคโนโลยีไม้ ทางสวีเดนมีเทคโนโลยีจัดการป่าไม้ทั้งไม้วิศวกรรม โรงเลื่อยระบบอัตโนมัติ การ Digitalization ทั้งระบบห่วงโซ่อุตสาหกรรม อาจสามารถสร้างความร่วมมือ (Joint Venture) ด้านพัฒนาศูนย์วิจัยหรือการร่วมมือด้านการศึกษา เป็นต้น 

3.มาตรฐาน การเปลี่ยนแปลง (Regulatory) 
ความกดดันจากการใช้ไม้ที่มีมาตรฐาน เช่น EUDR  อุตสาหกรรมการก่อสร้างอาคารไม้ของไทยอาจยังมีข้อจำกัด ทางสวีเดนมีการเติบโตด้านการก่อสร้างอาคารไม้วิศวกรรมอย่างแพร่หลาย อาจเริ่มจากการร่วมพัฒนางานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองฝ่าย และโครงการนำร่องเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนามาตรฐาน 

4.ด้านกฏหมายซ้อนทับ (Administrative Barrier)
ขั้นตอนเอกสารทางราชการที่ล่าช้า หรือระบบที่ยังไม่สามารถติดตามได้ว่าที่มาของการตัดไม้มาอย่างถูกกฏหมายหรือไม่ โดยทางออก คือ การทำเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพื่อความโปร่งใส การมีประสิทธิภาพและตรงกับมาตรฐานโลก ทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและใช้ทั้งประเทศ 

จากอดีตแสนลำบาก สู่ผู้นำด้านนวัตกรรมป่าไม้สวีเดน

หากย้อนเวลาไปเพียงช่วงกลางศตวรรษที่ 19 สวีเดนเคยเป็นประเทศที่ยากจนมาก่อน ประชากรน้อย โดยมีภาคการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าผู้คนต่างอพยพย้ายถิ่นไปที่สหรัฐอเมริกา แต่ทรัพยากรหลักที่เป็นต้นทุนในประเทศ คือ ที่ดินและผืนป่า สวีเดนจึงมีวิสัยทัศน์ว่าจะขับเคลื่อนให้ป่าเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของชาติ โดยในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการลงทุนในโรงเลื่อย โรงกระดาษ ทางรถไฟ วางระบบรากฐานสำคัญสำหรับการตั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมไม้ ทำให้หลังจากนั้นเกิดเป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี และวิจัยอย่างต่อเนื่อง  

ในวันนี้สวีเดนได้กลายเป็นผู้ส่งออกไม้รายใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก (คิดเป็นมูลค่าส่งออกกว่า 20 พันล้านยูโร) ในขณะที่มีพื้นที่ป่ามากสุดอันดับสองในยุโรป (รองจากฟินแลนด์) ด้วยพื้นที่ 68% ของประเทศ หรือคิดเป็น 41 ล้านเฮกเตอร์ โดยกว่า 25 ล้านเฮกเตอร์เป็นป่าที่มีการบริหารจัดการ

ภาครัฐให้กรรมสิทธิ์ผู้ปลูก และเน้นการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ สนับสนุนการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากป่าไม้จริงจัง ทั้งทางภาครัฐ เอกชน สถาบันวิจัย เพราะเห็นผลด้านเศรษฐกิจ มีการจ้างงานสร้างอาชีพให้คนกว่า 140,000 คน และเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดเกิดจากการตั้งใจพัฒนาชัดเจน 

ปัจจัยความสำเร็จในการบริหารจัดการป่าสวีเดน
(ภาพ: ผู้ปลูกป่ารายย่อยร่วมมือกับ Södra และ Swedish Forest Agency)

1.ประชาชนมีสิทธิ์เจ้าของพื้นที่ป่า
รัฐบาลให้พื้นที่ถือครองป่ากับเอกชนและประชาชน กว่า 50% เป็นพื้นที่ของเกษตรกร ด้วยโครงสร้างนี้เป็นแรงจูงใจให้เกิดการบริหารจัดการป่าระยะยาว ครอบครัวเห็นว่ามีการส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทำให้เกิดการดูแลเพื่อส่งต่ออย่างยั่งยืน เพราะกว่าป่าจะเติบโตได้ในสวีเดนใช้เวลากว่า 80 ปี

2. กฏหมายด้านป่าไม้ (Forest Act) ที่ชัดเจน
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903 เริ่มมีกฏหมาย เพื่อความรับผิดชอบปลูกฟื้นฟูป่า สามารถตัดไม้เพื่อการค้าได้แต่ต้องปลูกเพิ่ม (ตัด 1 ปลูก 3) เพื่อสร้างระบบการเติบโตที่หมุนเวียน ขณะเดียวกันดูแลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

3.เครือข่ายสมาคมผู้ปลูก (Forest owners’ associations) 
ตัวอย่าง การก่อตั้งสหกรณ์ Södra หน่วยงานกลางช่วยควบคุมดูแล รวมกลุ่มผู้ปลูกป่า เพื่อให้สามารถต่อรองได้ และเข้าถึงตลาด มีนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ หัวใจความเป็นผู้ประกอบการคือเบื้องหลังความสำเร็จ

4.รัฐไม่ได้แทรกแซงโดยตรง
แต่ให้บริการด้านคำปรึกษา สนับสนุนด้านการขยายปลูกป่าและพัฒนาศักยภาพ หน่วยงาน Swedish Forest Agency ให้คำแนะนำกับผู้ปลูกให้ทำตามระบบ

5.รัฐสนับสนุนด้านงานวิจัยอย่างจริงจัง
ผสมผสานวิทยาศาสตร์ในระบบการบริหารจัดการเช่น สถาบันวิจัย RISE / Linnaeus University โปรแกรมวิจัยอุตสาหกรรม เป็นการวิจัยที่เกิดจากความต้องการทางธุรกิจ ผลงานทุกชิ้นที่ผลิตออกมาจะได้กลับไปใช้ในอุตสาหกรรมได้จริง มีการเก็บสถิติสำรวจข้อมูลด้านป่าไม้แห่งชาติของสวีเดน (The Swedish National Forest Inventory) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923 โดยมหาวิทยาลัย SLU เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าไม้ และใช้วางแผนในการควบคุมสิ่งแวดล้อม มีการวิจัยระยะยาว และลองผิดลองถูก เช่น เมล็ดพันธุ์ การพัฒนาพันธ์ไม้ให้แข็งแรง สภาพดิน การบริหารจัดการคุณค่าทางอาหาร การใช้เครื่องจักร การป้องกันไฟป่า เป็นต้น  

6.ระบบความโปร่งใส
สามารถมีระบบติดตามตั้งแต่ปลูก ตัด ขนส่ง การเข้าโรงเลื่อย ไปจนถึงการพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ไม้ โดยบริษัท Biometria

(ภาพ: Timeline การพัฒนากฏหมายป่าไม้สวีเดน) 

(คลิกที่หัวข้อด้านล่างเพื่ออ่านบทความ)

ตัวอย่างนวัตกรรมด้านป่าไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำของสวีเดน

1. BCC Plant the Panet – บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการปลูก Forestry Nursery ให้บริการระบบครบวงจร จัดการตั้งแต่เมล็ด ผล หว่าน ปุ๋ย ระบบน้ำอัตโนมัติ การเพาะปลูก หว่านเมล็ด เหมาะกับเกษตรกรที่ต้องการ Scale up สำหรับต้นไม้ที่ต้องการรอบการตัดเร็ว 3-5 ปี

2. KATAM เครื่องมือสำรวจป่าอย่างแม่นยำด้วยโดรนและสมาร์ทโฟน โดยมีการคำนวนความสูง ควบคุมคุณภาพป่าและแนวทางการตัดแต่งต้นไม้ ประหยัดแรงงาน และเงิน รวดเร็ว

3. Airforestry โดรนตัดไม้ (Harvesting Drone) ที่นอกจากจะจัดการตัดแต่งไม้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังช่วยลดการรบกวนระบบนิเวศในภาคพื้นดินที่ป่าไม้

4.Biometria ระบบดิจิทัลเพื่อการติดตามประบวนการใช้ไม้อย่างถูกต้องทั่วสวีเดน มีการขนส่งไม้จากป่าใครเท่าไหร่ที่ไหน ไปเข้าโรงเลื่อยใด ก่อนนำไปแปรรูป ทำให้ระบบสามารถตรวจสอบได้ 100% ไม่มีใครลักลอบตัดได้ 

5.Taiga Tech
ระบบที่ใช้ AI ในโรงเลื่อย ช่วยในการหมุนซุง เลือกตัดไม้วิธีที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต และลดวิธีการทำงานแรงงานคนมากที่สุด 

6.แผ่นไม้โปร่งใส (Transparent wood) ได้รับการพัฒนาโดยนักวิจัยจาก KTH Royal Institute of Technology หนึ่งในวัสดุแห่งอนาคตที่มีนวัตกรรมสูงสำหรับงานก่อสร้างอาคาร โดยวัสดุนี้สามารถ ให้แสงธรรมชาติส่องผ่านได้ โดยการกำจัดลิกนิน (lignin) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของไม้ที่ดูดซับแสงออกไป แต่ช่องว่างที่เหลืออยู่จากการไม่มีลิกนินนั้น ถูกเติมด้วยวัสดุที่ช่วย ฟื้นฟูความแข็งแรงของไม้ และทำให้แสงสามารถผ่านวัสดุได้ ปัจจุบันนักวิจัยสามารถทดสอบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้โมโนเมอร์ที่ผลิตจากลิโมนิน (Limonene) ที่พบมากในน้ำมันหอมระเหยบริเวณผิวเปลือกของผลไม้ตระกูลส้ม

7.Papershell
PaperShell ก่อตั้งเมื่อปี 2021 คือวัสดุแห่งอนาคตที่ทำจาก “กระดาษและเส้นใยธรรมชาติ” นำมาอัดขึ้นรูปให้แข็งแรง ใช้แทนพลาสติก โลหะ อะลูมิเนียม หรือคอมโพสิตได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ สินค้าอุปโภคบริโภค หรือการก่อสร้างขอบหน้าต่าง Facade นวัตกรรมนี้ได้รับ EU Innovation Fund จากป่า-สู่ป่า (From forest-forest) จะช่วยปิดวงจรการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาด้านนวัตกรรมป่าไม้สวีเดนเพิ่มเติม สามารถรับชมเพิ่มเติมได้ที่นิทรรศการ “Skogen (The Forest)” ณ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีแห่งชาติสวีเดน (Tekniska Museet) ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป่าไม้ในสวีเดนจากประวัติศาสตร์สู่อนาคต ประโยชน์ของป่าไม้ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างป่ากับมนุษย์ ไปจนถึงนวัตกรรมภายใต้ผืนป่าของสวีเดน 

(ภาพ: นิทรรศการ Skogen ณ พิพิธภัณฑ์ Tekniska Museet สตอกโฮล์ม)
บทเรียนด้านการจัดการป่าไม้

ในช่วงประมาณ 150 ปีก่อน ประเทศ Sweden แม้จะมีประชากรไม่มาก แต่มีการใช้ทรัพยากรป่าไม้ในปริมาณสูง โดยเฉพาะการใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตถ่านไม้ (Charcoal) ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กในยุคนั้น การใช้ไม้จำนวนมากทำให้พื้นที่ป่าลดลงเกิดความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนทรัพยากรในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยที่มีการใช้ไม้เกินกว่าศักยภาพการฟื้นตัวของป่า

เมื่อสวีเดนตระหนักถึงปัญหานี้ จึงเริ่มพัฒนาการบริหารจัดการป่าไม้อย่างเป็นระบบ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1903 เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายป่าไม้แห่งแรกของโลก ซึ่งกำหนดหลักการสำคัญว่าผู้ที่ตัดไม้ต้องปลูกป่าทดแทน เพื่อให้ทรัพยากรป่าไม้สามารถฟื้นตัวและคงอยู่ได้ในระยะยาว

แนวคิดสำคัญคือ การสร้างกฎที่มีความสมเหตุสมผล (sensible rules) ซึ่งคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง คน ชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ป่าอย่างเข้มงวด แต่ให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างสมดุล

อีกปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างการถือครองป่าไม้ ป่าไม้ในสวีเดนกว่า 51 % เป็นเจ้าของป่ารายย่อย หรือภาคเอกชน ทำให้เกิดการกระจายอำนาจในการดูแลทรัพยากร ปัจจุบันมีเจ้าของป่าเอกชนกว่า 300,000 ราย ซึ่งแต่ละรายมีพื้นที่ป่าขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อรวมกันแล้วมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจป่าไม้ของประเทศ เกิดการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 

นอกจากนี้ สวีเดนยังมีแนวคิดเรื่อง สิทธิการเข้าถึงธรรมชาติของประชาชน (Allemansrätten) ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ เช่น การเดินป่า เก็บเบอร์รี่ หรือกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ แนวคิดนี้ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างประชาชนกับทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้สังคมเห็นคุณค่าของป่าไม้มากขึ้น

ในด้านนโยบาย ภาครัฐของสวีเดนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนมากกว่าควบคุม ทั้งด้านกฎหมาย ความรู้ทางวิชาการ และการพัฒนาอุตสาหกรรมป่าไม้ ขณะเดียวกันก็กำหนดกติกาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปลูกป่าทดแทนและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศไทย แม้ในอดีตจะเน้นมาตรการควบคุมและการปิดป่า เนื่องจากมีการใช้ไม้เกินกว่าศักยภาพของการปลูกทดแทน แต่ในปัจจุบันแนวโน้มเริ่มเปลี่ยนไปสู่การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศให้ได้ประมาณ 55% พร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจป่าไม้และการมีส่วนร่วมของหลายหน่วยงานในการขับเคลื่อนนโยบาย

นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ไม้ในงานก่อสร้างสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานอย่างกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น Eurocode 5 (EN 1995) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบโครงสร้างไม้ รวมถึงการพิจารณาคุณสมบัติด้านความทนไฟ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเป็นต้นแบบได้

บทเรียนจากสวีเดนสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของการจัดการป่าไม้ไม่ได้เกิดจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างนโยบายที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ให้ยั่งยืนในอนาคต 

(ภาพ: การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมสู่เมืองไม้ยั่งยืน Credit: EIF)

โรงเลื่อยอัจฉริยะสวีเดน

ATA Timber sawmill (Moheda)
บริษัทอุตสาหกรรมไม้และโรงเลื่อยไม้ที่สำคัญของสวีเดน เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1945 เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีสามรุ่นร่วมบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเน้นประสิทธิภาพ และความไว แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่สามารถดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การเลื่อยแปรรูปไม้ เน้นใช้ไม้ทุกส่วน ผลิตเยื่อไม้สำหรับอุตสาหกรรมกระดาษ Wood pallete / ไม้เชื้อเพลิง ฯลฯ  ไปจนถึงบริการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการด้านป่าไม้

โดยมีการใช้ไลน์ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพ การจัดเรียงและวัดขนาดซุงอัตโนมัติเพื่อคัดแยกวัตถุดิบก่อนเข้าโรงเลื่อย การอบไม้และวัดความชื้นพร้อมระบบตรวจสอบความแข็งแรงของไม้ โดยทางโรงเลื่อยได้ใช้เครื่องจักรจากบริษัท AriVislanda เพื่อสร้างระบบเทคโนโลยีโรงเลื่อยอัจฉริยะที่แม่นยำ

🎥 ตัวอย่างการทำงานในโรงเลื่อย ATA Timber

🎥 ตัวอย่างการตั้งระบบโรงเลื่อยบริษัทสวีเดนที่ประเทศออสเตรีย

ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารไม้สวีเดน

ปัจจุบันนวัตกรรมการก่อสร้างอาคารด้วยไม้วิศวกรรมได้พัฒนาไปไกลและพิสูจน์ว่าสามารถทำได้จริง ตัวอย่างในสวีเดน บริษัท Stora Enso ผู้ผลิตครบวงจรชั้นนำ ตั้งแต่กระบวนการปลูกไม้ ทำเยื่อกระดาษ ไปจนถึงธุรกิจไม้ก่อสร้าง 

(ภาพ: ผลิตภัณฑ์ไม้วิศวกรรมสำหรับงานก่อสร้างที่หลากหลาย) 

อีกหนึ่งในสถานที่ Highlight ที่ได้ไปชม คือ Wisdome ณ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยี (Tekniska Museet) ที่แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของไม้ว่าสามารถทำออกมาได้หลากหลายรูปแบบและ Freeform เป็น Showcase เพื่อสร้างความเข้าใจให้ลูกค้าและตลาดให้เห็นถึงศักยภาพของไม้ และกรรมวิธีการผลิตที่ทำได้

เกี่ยวกับ Wisdome
จากเดิมลานกว้างข้างพิพิธภัณฑ์ฯ พื้นที่กว่า 1,325 ตร.ม. ถูกแปลงโฉมให้เป็น Wisdome อาคารโดมไม้ 1 ชั้น ต้นแบบแห่งเทคโนโลยีการก่อสร้างไม้วิศวกรรมแบบ “Free Form” และ Long Span Structure ที่ไม่จำเป็นต้องมีเสา ใช้เทคนิคใหม่โดยไม่ต้องตัดไม้พันปี มีการใช้ LVL ยืดยาว 20 กิโลได้ สถาปัตยกรรมที่ล้ำที่สุดในสวีเดน ณ ตอนนี้ ที่ผ่านการร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ แบบบูรณาการณ์​ทั้งบริษัทในสวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์  

ภายในโดมใช้สำหรับรับชมประสบการณ์จอภาพ 3D แบบ 360 องศา ภายนอกเป็นพื้นที่จัดอีเวนท์ และคาเฟ่ และตัวไม้ยังเป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอนกว่า 1,178 ตัน ทำไมอาคารไม้ถึงมาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี “เพราะไม้วิศวกรรม คือการก่อสร้างที่ยั่งยืนแห่งอนาคต” ที่อาศัยเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และการกล้าทดลองลงมือทำ

การก่อสร้าง:
Jessika Syzber, Business Development Manager จากบริษัท Stora Enso หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างโดมไม้แห่งนี้ ได้นำเสนอกระบวนการก่อสร้างด้วยไม้ที่ฉีกกรอบแบบดั้งเดิม ด้วยความเป็น “Free form” สร้างความโค้งของไม้ในรูปแบบแบนเพื่อไม่ให้ไม้เด้งกลับไป วัสดุ Laminated Veneer Lumber (LVL) สำหรับสร้างความโค้งของหลังคาโดม ซึ่งไม่เคยใช้วัสดุนี้มาทำรูปแบบนี้ที่ใดมาก่อน และ Cross Laminated Timber (CLT) แข็งแรงพอที่สามารถรับน้ำหนักโดมได้ ใช้สำหรับทำไม้ทรง 3 เหลี่ยมประกอบกันกว่า 277 ชิ้น ทำตัวโดมและพื้น (Lattice shell construction) การก่อสร้างทั้งรวดเร็ว ประหยัดพลังงาน (ใช้เวลาสร้างเสา 4 สัปดาห์ ส่วนหลังคา 13 สัปดาห์) โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบก่อนก่อสร้าง วางแผนอย่างละเอียด ใช้ Digital Tool เพื่อความแม่นยำ เช่น Sylva360, Calculatis ฯลฯ

ไม้มาจากไหน? จากป่าในนอร์ดิกที่สามารถติดตามแหล่งที่มาได้ มีการบริหารจัดการยั่งยืนตามมาตรฐานของ FSC และ PEFC

🎥 คุณ Jessika Szyber เล่าถึงเบื้องหลังการก่อสร้าง Wisdome

🎥 เกี่ยวกับอาคารไม้ Wisdome

โครงการ Cederhusen อพาร์ทเมนต์ไม้แห่งแรก ใจกลางสตอกโฮล์ม 

อพาร์ทเมนท์ไม้ Cederhusen พัฒนาโดย Developer ที่เป็นภาคเอกชนแห่งแรกในสวีเดน โดยบริษัท Folkhem โครงการนี้ตั้งอยู่ ณ ย่าน Hagastaden ใจกลางย่านธุรกิจ ณ​ กรุงสตอกโฮล์ม เป็นต้นแบบของ Climate-Smart Living และย่านที่อยู่อาศัยสร้างด้วยไม้ โดยโครงการมีทั้งหมด 4 อาคาร สูง 13 ชั้น รวม 234 ห้อง

ความท้าทายด้านวิศวกรรมของโครงการนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งภายใต้อาคารเป็นอุโมงค์ทางด่วน E4 จึงมีการใช้คอนกรีตเพียงฐาน 3 ชั้นด้านล่าง ส่วนชั้นที่เหนือขึ้นไปทั้งหมด รวมถึงหลังคาสร้างด้วยไม้วิศวกรรม CLT (Prefabricared) ที่มีน้ำหนักเบา ภายนอกเรียงด้วยไม้ Wood Façades ภายในออกแบบด้วยวัสดุไม้ ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี (2020-2022) โดยในปี 2022 – Cederhusenได้รับการโหวตเป็น Building of the Year สาขา Housing

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://folkhem.se/om-oss/cederhusen

ก่อนนี้ เคยได้มาเยือนพร้อมคณะผู้แทนไทยรุ่นที่ 1 เมื่อปี 2023 เวลานั้นยังมีเพียง 1-2 โครงการ ตอนนี้ผ่านไป 2 ปี มีลูกค้าอยู่เต็มทุกห้อง การเป็นเจ้าแรกพัฒนาโครงการในตลาด ต้องทำความเข้าใจตลาดและลูกค้าที่จะมาซื้อมักมีคำถาม เมื่อมีการทดสอบและสามารถแสดงให้เห็นจริงว่าทำได้ ลูกค้าจะเข้าใจเลยว่ามีไม้มีคุณค่าอย่างไร

“เราเรียนรู้ว่า การสร้างตลาดในไทย จะต้องมีต้นแบบ ทำขึ้นมาและพิสูจน์ใช้จริง เพื่อสร้างตลาดให้เกิดการรับรู้และยอมรับ”   

(ภาพ: การใช้เทคโนโลยีเพื่อทดสอบการก่อสร้างอาคารไม้) 

VIDA – Building
VIDA บริษัทอุตสาหกรรมไม้รายใหญ่ของสวีเดน มีบทบาทตั้งแต่การจัดการทรัพยากรป่าไม้ การแปรรูปไม้ ไปจนถึงการผลิตวัสดุและโครงสร้างไม้ โดยจุดเด่นยังเป็นโรงงานผลิตอาคารสำเร็จรูปไม้ (Prefab / Prefabricated buildings) 

แนวคิดของการก่อสร้างแบบ Prefab คือการผลิตชิ้นส่วนอาคาร เช่น ผนัง พื้น หรือโครงสร้างหลัก ในโรงงานก่อน แล้วจึงนำไปประกอบที่หน้างาน วิธีการนี้ช่วยให้กระบวนการก่อสร้างมีความ แม่นยำ รวดเร็ว และควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า การก่อสร้างแบบดั้งเดิม ที่สำคัญสามารถเติบโต (Scaling) ได้ดีกว่าให้คนมาก่อสร้างหน้าไซต์งาน  

ในโรงงานของ VIDA ผลิตชิ้นส่วนอาคารไม้โดยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น ระบบเครื่องจักรอัตโนมัติและการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างไม้ที่มีความแข็งแรงและได้มาตรฐานสูง ชิ้นส่วนเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในอาคารหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน หรืออาคารสาธารณะ

การผลิตอาคารแบบ Prefab ยังช่วยลดของเสียจากการก่อสร้าง มีการใช้วัสดุการก่อสร้างหมุนเวียนเก่ามาถอดประกอบใหม่ และลดระยะเวลาการทำงานในหน้างาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การใช้ไม้เป็นวัสดุหลักยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเมื่อเทียบกับการก่อสร้างด้วยคอนกรีตหรือเหล็ก

SCG Wood Platform มุ่งปั้นอุตสาหกรรมวัสดุและการก่อสร้างอาคารไม้ในไทย

SCG ได้เปิดตัว “Wood Platform” เพื่อมุ่งพัฒนาและขยายผลิตภัณฑ์ ไม้สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง เจาะตลาดโลกและภายในประเทศ เพราะไม้คือหนทางสู่การก่อสร้างที่ลดคาร์บอน  ทั้งกักเก็บและทำให้ค่าคาร์บอนติดลบ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในอนาคต

ที่ผ่านมาทางทีม SCG ได้ Explore นวัตกรรมเรียนรู้จากสวีเดน สิ่งสำคัญคือต้องทำเป็น Scale ธุรกิจให้ได้ เมื่อมีไม้ที่ผ่านการวิจัยแล้ว แต่ต้องปลดล้อคด้านราคาและตลาด 

โจทย์ทาง SCG คือทำไม้ในราคาและคุณภาพที่ใช่ โดยในวันนี้ SCG มีความพร้อมและ Spin ออกมาเป็น Wood Platform เกิดเป็น Phase พัฒนาให้สามารถทำตลาดไม้โครงสร้าง E14 สำหรับทำโครงสร้างเสาอาคารตึกสูงแบบที่ยุโรป มีการส่งไม้ต้นแบบให้ทางหน่วยงานด้านวิศวกรรมในสวีเดนทดสอบ ซึ่งผลตอบรับ Positive ไม้เรามีคุณภาพ ตอนนี้เน้นเป็นไม้โตเร็วในประเทศไทย เพื่อเปลี่ยน Raw material ให้เร็ว

ซึ่ง Phase ต่อไปคือการพัฒนาการใช้จริงในโครงการนำร่อง ซึ่งตรงกับทางจังหวัดแพร่ที่กำลังต้องการพัฒนาอาคารไม้ต้นแบบที่ต้องมีการกระตุ้นตลาด เหมือนที่สวีเดนทำ เมื่อภาครัฐออกนโยบาย 50% ของอาคารต้องสร้างด้วยไม้ ตลาดก็เกิดขึ้นได้ง่าย 


(คลิกที่หัวข้อด้านล่างเพื่ออ่านบทความ)

หัวใจและการพัฒนาสู่เมืองยั่งยืน

การใช้วัสดุสถาปัตย์เพื่อลดคาร์บอน ไม่สามารถเกิดจากการผลักดันจากส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เป็นเจ้าของโครงการที่มุ่งมั่น ภาครัฐที่กล้าริเริ่ม สถาบันการศึกษา นักออกแบบ ผู้รับเหมาในทีมก่อสร้าง เข้ามามีส่วนร่วมมีเป้าหมายเดียวกัน จนทำให้เกิดเป็นระบบนิเวศได้ 

“หัวใจ คือ ทัศนคติของคน” มุ่งมั่นจริงจังต่อสู้เพื่อความยั่งยืน และเชื่อมั่นในวัสดุไม้
ตัวอย่าง อาคาร Trikåfåbriken ในย่าน Hammarby Sjöstad กรุงสตอกโฮล์ม ออกแบบโดยบริษัท Tengbom แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน มีการเปลี่ยนพื้นที่จากโรงงานสิ่งทอเก่าตั้งแต่สมัยปี 1928 อาคารสู่สำนักงานที่ทันสมัย ด้วยแนวคิด Adaptive reuse เพิ่มเติมพื้นที่ใช้สอยจากพื้นที่อิฐเดิม รื้อถอนเพียงบางส่วน คงโครงสร้างหลักไว้ และต่อเติมด้วยวัสดุเทคโนโลยีไม้วิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน ไม้ที่มีน้ำหนักเบา ทำให้ต่อเติมจากอาคารเก่าได้ง่าย รูปแบบการก่อสร้างเช่นนี้นิยมเป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนในยุโรปในปัจจุบัน  

(ภาพ: ภายในอาคาร Trikåfåbriken)
การพัฒนาย่าน Sickla, Stockholm Wood City

Stockholm Wood City Sickla ย่านพัฒนาเมืองไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ กรุงสตอกโฮล์ม ขนาด 250,000 ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มต้นเมื่อปี 2023 เพื่อพัฒนาสู่สถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย แหล่งการค้า และร้านอาหาร มีที่ทำงานกว่า 7,000 บริษัท และบ้านกว่า 2,000 หลัง โครงการพัฒนาโดย บริษัท Atrium Lundberg ร่วมกับ Stora Enso) ด้วยคอนเซปต์ “Beyond Wood” มากกว่าไม้ การก่อสร้างอาคารไม้ที่รวมถึงการพัฒนาย่านอย่างยั่งยืน ด้วยเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศสร้าง Climate Impact มีแนวคิดโครงการเมือง 5 นาที ใกล้ถึงแหล่งอำนวยความสะดวก โครงการปลูกผักแนวตั้ง  และศูนย์ Innovation Hub “DASH” ที่ร่วมกับ Accelerator อย่าง Plug & Play เพื่อสร้างให้เมืองเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในพื้นที่

การก่อสร้างอาคารด้วยไม้ทั้งเร็วและมีประสิทธิภาพ เพียง 2 ปี จากคอนเซปต์สู่การสร้างอาคารไม้ต้นแบบพร้อมใช้งานจริง  

การพัฒนา Växjö เมืองไม้ต้นแบบสวีเดน

Växjö เมืองขนาดกลาง ตั้งอยู่ในมณฑล Kronoberg ทางตอนตะวันตกเฉียงใต้จากสตอกโฮล์ม มีประชากรราว 98,000 คน ผู้โชคดีเพราะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยป่า Småland เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบเมืองสีเขียวแห่งยุโรป (The Greenest City in Europe) และยังเป็นเมืองไม้สมัยใหม่แห่งแรกในสวีเดน ที่มีรากฐานอุตสาหกรรมไม้มายาวนาน การก่อสร้างอาคารไม้คือหัวใจหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างโอกาส รายได้ และการริเริ่มเป็นผู้นำสู่ความยั่งยืน 

(ภาพ: Malin Lauber นายกเทศมนตรีเมือง Växjö และทีมให้การต้อนรับคณะไทย)  

Malin Lauber นายกเทศมนตรีเมือง Växjö พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ได้แก่ นักวางแผนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของเมืองฯ สถาปนิกออกแบบผังเมือง ผู้พัฒนาโครงการก่อสร้างอาคารไม้ นักพัฒนาธุรกิจจาก Linnaeus Science Park คุณ Björn Eliasson ผู้เคยเดินทางมาจ.แพร่  ได้ให้การต้อนรับคณะ Wood Life Business Thailand อย่างอบอุ่น พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และประสบการณ์การพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “Say Yes! to Innovation” พร้อมเปิดกว้างด้านนวัตกรรม โดยสรุปเส้นทางการพัฒนาเมือง Växjö ดังนี้ 

จากวิกฤตสิ่งแวดล้อมสู่เมืองต้นแบบด้านความยั่งยืน จุดเริ่มต้นมาจาก “น้ำ”

ในอดีต Växjö เคยประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทะเลสาบใจกลางเมืองมีสภาพเน่าเสียจากขยะอุตสาหกรรม จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เมืองต้อง “คิดใหม่ทั้งระบบ”

  • 1970: Lake Restoration
    เริ่มโครงการฟื้นฟูทะเลสาบ ที่ปนเปื้อนจากอุตสาหกรรม
    ปัจจุบันทะเลสาบกลับมาสะอาดและกลายเป็นหัวใจของเมือง
  • 1980: Bio-energy
    นำเศษวัสดุจากป่ามาใช้เป็นพลังงานความร้อนส่วนกลาง (District Heating) เพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล 
  • 1996: Climate Goal
    เริ่มตั้งเป้าหมายด้านการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเมือง
  • 2005: More Wood in Construction
    วางกลยุทธ์ส่งเสริมการใช้ไม้เป็นวัสดุก่อสร้างหลัก โดยย่านริเริ่มสำคัญคือ VälleBroar
  • 2007: Greenest City in Europe
    BBC ยกย่องให้ Växjö เป็น “เมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในยุโรป”
    ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดีของเมืองมาจนถึงปัจจุบันนี้ 
  • 2013: Växjö, The Modern Wood Cityประกาศใช้ยุทธศาสตร์เมืองไม้สมัยใหม่ 
  • 2018: Växjö Wood Building Strategy & European Green Leaf Award
    พัฒนายุทธศาสตร์การก่อสร้างอาคารไม้ และได้รับรางวัลด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในเมือง
  • 2019: Sustainable Växjö 2030
    จัดทำแผนพัฒนาเมืองสู่ความยั่งยืนระยะยาว

จากนโยบายระดับโลก – ยุโรป – ประเทศ – สู่การลงมือทำจริงทั้งเมือง

จากข้อตกลง Paris Agreement เพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืน UNSDGs และ ปี 2019 มีการประกาศ EU Green Deal ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของยุโรปภายในปี 2050 เมือง Växjö ไม่รอช้าในการ “Take Action” ด้วยการประกาศแผน Sustainable Växjö 2030 โดยยึดโยงเป้าหมาย UN SDGs 2030 ปรับให้สอดคล้องกับบริบทสวีเดนและระดับท้องถิ่น แผนดังกล่าวครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่

  • Climate & Eco-Smart
  • Safe & Trusting
  • Fair & Responsible
  • Growing & Inclusive
  • Green & Healthy

โดยเมืองได้เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมการฝึกอบรมฟรี เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หลักปฏิบัติสำคัญ 3 ข้อ

  1. ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารและการตัดสินใจทุกระดับ
  2. ทุกคนมีบทบาท แม้เป้าหมายแตกต่าง แต่เชื่อมโยงกัน
  3. ความรับผิดชอบร่วมกัน ประชาชนคือส่วนสำคัญของ Sustainable Växjö

การติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ
ทุกกิจกรรมของเมืองถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน พร้อมตัวชี้วัด มีการจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปี เสนอฝ่ายการเมืองเพื่อใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณ และทุก 4 ปี จะมีการประเมินเชิงลึก

ตัวอย่างโครงการภายใต้มิติพัฒนาด้าน Climate & Eco-Smart

  • AI Climate Insights
    เปลี่ยนข้อมูลบิลค่าใช้จ่ายเป็นข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วย AI ร่วมกับมหาวิทยาลัย Linnaeus University ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์เชิงนโยบาย
  • การคมนาคมสีเขียว
    ตั้งแต่ปี 2013 รถโดยสารสาธารณะ 100% ใช้พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลและขยะอินทรีย์ เช่นจากอุตสาหกรรมไม้ในภูมิภาคพร้อมสนับสนุนรถไฟฟ้าและพลังงานไฮโดรเจน
  • มาตรการเปลี่ยนพฤติกรรมเมือง
    • Car-free Day สร้างถนนคนเดินในช่วงฤดูร้อน
    • การลดขยะอาหารในโรงเรียน (ลดขยะได้ 42% ภายใน 3 ปี)
    • เว็บไซต์ยืมอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ฯลฯ 

Växjö Declaration เป็นกลไกความร่วมมือเชิงระบบเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเมือง ธุรกิจ ภาคการศึกษา และองค์กรต่าง ๆ เพื่อประกาศเจตนากรมย์พัฒนาสู่ความยั่งยืน ปัจจุบันมีหน่วยงานกว่า 77 แห่งในเมือง ร่วมลงนาม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เวิร์กชอป และการอัปเดตงานด้านความยั่งยืน

กลยุทธ์ “เมืองไม้” หัวใจของ Greenest City in Europe

แม้ไม้เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างบ้านพักอาศัยชาวสวีเดนมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่มีช่วงนึงสวีเดนเคยมีกฎหมายห้ามก่อสร้างอาคารไม้ที่มีความสูงเกิน 2 ชั้น เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอัคคีภัยลุกลามทั้งเมืองหลายแห่งในช่วงศตวรรษที่ 19  เช่นที่ เมือง Sundsvall และ Umeå เป็นต้น โดยข้อห้ามดังกล่าวมีผลบังคับใช้นานกว่าหนึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1800 จนถึงปี ค.ศ. 1994

ทั้งนี้ข้อจำกัดดังกล่าวถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1994 เมื่อสวีเดนปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับด้านการก่อสร้างให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานของสหภาพยุโรป โดยเปลี่ยนจากการห้ามใช้วัสดุเฉพาะประเภท มาเป็นการกำหนดข้อกำหนดเชิงสมรรถนะ (functional requirements) ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง และการป้องกันเสียงรบกวนแทน

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับการพัฒนาวัสดุไม้เชิงวิศวกรรม เช่น ไม้ Cross-Laminated Timber (CLT) ที่ทนทานต่อไฟ ส่งผลให้การก่อสร้างอาคารไม้สมัยใหม่กลับมาได้รับความนิยมอย่างมากขึ้น โดยปัจจุบันสวีเดนถือเป็นผู้นำระดับโลกด้านการก่อสร้างอาคารไม้ และ Växjö เป็นเมืองแรกที่กลับมาเริ่มก่อสร้างอาคารไม้ในปี 1994 และพัฒนาเป็นกลยุทธ์อย่างจริงจัง เมืองกลายเป็นผู้กำหนดเทรนด์ และพื้นที่ทดลองให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญคือ “การมอบรางวัลอาคารไม้” Växjö Wood Building Award เป็นรางวัลประจำปี เพื่อกระตุ้นนวัตกรรมจากสถาปนิกและผู้รับเหมาให้ก่อสร้างด้วยไม้ การที่เมืองได้ประกาศเจตนารมย์ และตั้งกลยุทธ์การใช้ไม้ในเมืองอย่างชัดเจน พร้อมประเมินผลกระทบด้าน Climate Impact อย่างเป็นระบบ ทำให้ทุกภาคส่วนทิศทางเดียวกัน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ปี 2022 การก่อสร้างอาคารไม้ภาครัฐของเมืองสูงกว่า 50% เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว โดยตัวอย่างโครงการก่อสร้างอาคารไม้ที่ Växjö เช่น ที่พักอาศัยริมทะเลสาบ โรงเรียนอนุบาล สถานีรถไฟ (ที่ด้านบนเป็นสำนักงานเทศบาล) ศูนย์กีฬา โรงเรียน สนามเทนนิส และอาคารเอกชน โดยมีการทำงานร่วมกับ Linnaeus University และภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยความสำเร็จของ Växjö

  • ความยึดมั่นในอุดมการณ์ของผู้นำการเมือง
  • เป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจนและวัดผลได้
  • กลยุทธ์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่โครงการกระจัดกระจาย
  • ความร่วมมือบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งรภาครัฐ มหาวิทยาลัย ธุรกิจ และ ประชาชน 
  • การใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน

Växjö จึงไม่ใช่เพียงเมืองสีเขียว แต่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นระบบการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนโดยมีอุตสาหกรรมไม้เป็นกลไกขับเคลื่อนหลักอย่างแท้จริง โดยนอกจาก Växjö แล้วยังมีเมืองต่างๆ ในสวีเดน ที่เชื่อมเครือข่าย Trästad Sverige (Wood City Sweden Association) เพื่อเชื่อมโยงเมือง ผู้มีส่วนในอุตสาหกรรมไม้ นักวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการก่อสร้างอาคารอย่างต่อเนื่อง

(ภาพ: ธุรกิจอุตสาหกรรมไม้เติบโตขึ้นมากมายในเมือง Växjö)

ตัวอย่างโครงการ ก่อสร้างอาคารไม้ ณ​ เมือง Växjö

(ภาพ: สถานีรถไฟ ที่ด้านบนเป็นที่ทำการเทศบาล ออกแบบโดย White Arkiteker)

ภาพ: (ซ้าย) สนามกีฬาแบบ Multi-purpose ณ รร. มัธยม
(ขวา) รร.อนุบาล นำชมโดยคุณ Olivia Thim จากบริษัท Vöfab

(ภาพ: สนาม Paddle board และยิมออกกำลังกาย  ณ Södra Climate Arena)

(ภาพ:โครงการอพาร์ทเมนท์ไม้ในย่าน Vällebroar นำชมโดยคุณ Björn Eliasson)

ปัจจุบัน มากกว่า 50% ของอาคารภาครัฐในเมือง Växjö สร้างด้วยไม้ “เพราะทุกที่คือโอกาสในการพัฒนาสู่สังคมปลอดคาร์บอน”

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ บริษัท Micropower group โรงงานผลิตแบตเตอรี่และแท่นชาร์จคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรม มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ เมือง Växjö บริษัทฯ ได้แปลงโฉมสู่อาคารไม้ทั้งภายในและภายนอก เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่แห่งนี้นอกจากเป็นสำนักงานแล้วยังเป็นศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center & Production Facilities) เพื่อสร้างความร่วมมือภายในเมือง และศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยบริษัท GJB Bygg เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เชี่ยวชาญด้านไม้วิศวกรรม CLT (Cross-laminated Timber) สร้างอพาร์ทเมนต์ไม้ในสวีเดนมาแล้วหลายแห่ง โดยมีการใช้ดิจิตัล BIM และโปรแกรม Trimble Connect มาช่วยในการวางแผนการก่อสร้าง

นอกจากนี้ทางเมืองยังมีโรงงานผลิตพลังงานเป็นของตัวเอง โดย Växjö Energi AB (VEAB) บริษัทพลังงานที่มีเทศบาลเป็นเจ้าของ ทำหน้าที่จัดหาไฟฟ้าและระบบทำความร้อนส่วนกลาง (district heating) ให้กับประชาชนและธุรกิจในพื้นที่ โดยเน้นใช้ พลังงานชีวมวล (biomass) เช่น เศษไม้ กิ่งไม้ และของเหลือจากอุตสาหกรรมไม้ในพื้นที่ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงาน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

VEAB ยังได้พัฒนาเทคโนโลยี Bio-CCS (Bioenergy Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตพลังงานชีวมวล แล้วนำไปกักเก็บไว้ใต้ดิน เทคโนโลยีนี้ช่วยลดปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศ และอาจทำให้ระบบพลังงานสามารถสร้าง การปล่อยคาร์บอนติดลบ (negative emissions) ได้

ในด้านการออกแบบ

บริษัทสถาปนิก Arkitektbolaget  ณ เมือง Växjö ก็มีอุดมการณ์พัฒนาออกแบบอาคารไม้ แม้มีขนาดเล็กแต่มีความเชี่ยวชาญสูง ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี และสนับสนุนการออกแบบบ้านไม้มาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ใช้ไม้ท้องถิ่น วัสดุหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นท์ ตัวอย่างโครงการที่ผ่านมา เช่น โรงเรียน โรงงานอุตสาหกรรม สำนักงาน การวางผังเมือง การก่อสร้างอาคารไม้ในเขตร้อน เป็นต้น ดูตัวอย่างผลงานงานออกแบบได้ที่: https://arkitektbolaget.se/projekttyper/

โดยบริษัทฯ ยังอยู่ในเครือข่าย Sweden Green Building Council และมีส่วนในการพัฒนาโครงการ By2030 รวมกลุ่มเมืองชนบทต่อไป

การขับเคลื่อนด้วยภาคการศึกษา Linnaeus University

เมือง Växjö ทำงานกับภาคการศึกษาและนักวิจัยอย่างใกล้ชิด โดยมหาวิทยาลัยลินเนียส (Linnaeus University) ขึ้นชื่อว่ามีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการป่าไม้และการวิจัยด้านไม้วิศวกรรม มีเปิดสาขาวิชา Forestry and Wood technology โดยเฉพาะ และ ศูนย์​ Centre for Competitive Timber Structures ที่รวบรวมนักวิจัยนานาชาติ มุ่งพัฒนาวัสดุจากไม้และระบบอาคารให้ยั่งยืนโดยยึดหลัก Forest Values คำนึงถึงคุณค่าจากป่าแบบรอบด้านโดยการเชื่อมด้านการป่าไม้ การก่อสร้างด้วยไม้ การผลิตอัจฉริยะ และ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิตัล บทบาทของป่าไม้กับความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ตัวอย่างโมเดลความร่วมมือที่น่าสนใจได้แก่

การร่วมกับหน่วยงานภายนอก 

  • The Bridge” สะพานเชื่อมระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยบริษัท IKEA และ Södra ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยลินเนียส สนับสนุนให้งานวิจัยขับเคลื่อนนวัตกรรมโดยมุ่งเน้นด้านป่าไม้และคุณค่าของไม้ยั่งยืน ภายในโครงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาและภาคอุตสาหกรรมทำงานอย่างใกล้ชิด มีการสนับสนุนทุนการวิจัย การบรรยายพิเศษ การแลกเปลี่ยน-ศึกษาดูงาน และโปรเจคต่างๆ จากโจทย์จริง 
  • BioGlue Centre” ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนากาวชีวภาพ (Bio-based adhesive) ผลิตจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียน เช่น วัตถุดิบจากป่าไม้หรือการเกษตรทดแทนกาวจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ การก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์ โดยศูนย์แห่งนี้เป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 3 แห่ง ได้แก่ KTH, SLU, และ Linnaeus University ร่วมกับบริษัทกว่า 12 แห่งจากภาคอุตสาหกรรมหลากหลายสาขา มีมูลค่าการลงทุนกว่า 110 ล้านโครนาสวีเดน (ในช่วง 5 ปี แรก) สนับสนุนโดยภาครัฐ Vinnova สำนักนวัตกรรมแห่งชาติสวีเดนกว่า 36 ล้าน และส่วนที่เหลือสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยและบริษัททั้ง 12 แห่ง ได้แก่  IKEA, AkzoNobel, Stora Enso, Tetra Pak, Södra, BASF, Lantmännen, IsoTimber, Masonite Beams, Green Furniture Concept, 2D fab และ Swedish Wood เพื่อเร่งยกระดับความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์
  • Växjö Linnaeus Science Park เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรม วิจัย และธุรกิจเทคโนโลยีในเมือง Växjö ประเทศ Sweden ตั้งอยู่ใกล้กับ Linnaeus University จึงเกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และภาครัฐ พื้นที่นี้เปิดโอกาสให้ สตาร์ทอัพ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและต่อยอดงานวิจัยสู่ธุรกิจจริง เกิดเป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง โดยเฉพาะในด้าน วัสดุไม้ขั้นสูง เทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมการก่อสร้างสำหรับเมืองคาร์บอนต่ำ

การร่วมมือระหว่างหน่วยวิจัยต่างสาขาในมหาวิทยาลัย 

  • Department of Forestry and Wood Technology ได้ทำงานใกล้ชิดกับหน่วยวิจัยภาคอื่นๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น ด้านการเก็บดาต้า การพัฒนาวัสดุขั้นสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพงานวิจัย
  • Linnaeus University Centre for Data Intensive Sciences and Applications
  • Linnaeus Knowledge Environment: Advanced Materials

การสร้างแพลตฟอร์มกลาง
Forest Edge แพลตฟอร์ม พื้นที่ทดลองภาคสนามปฏิบัติการแบบ Modular สำหรับวิจัยเกี่ยวกับป่าไม้และระบบนิเวศป่าไม้ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ทำให้เก็บข้อมูลแบบ Real-time ปรับใช้เหมาะสมกับความต้องการวิจัยที่หลากหลาย   

นอกจากนี้ ที่มหาวิทยาลัยฯ ยังมีศูนย์ทดสอบประสิทธิภาพไม้ (Wood Testing Lab) ชั้นนำของประเทศ ที่สามารถความคงทนต่อสภาพภูมิอากาศ ความชื้น การรับน้ำหนักไม้ในการก่อสร้าง โดยมีการทำงานร่วมกับบริษัทในภูมิภาคเช่นที่ IKEA ก็ได้มีส่งมาทดสอบประสิทธิภาพกาว ณ ที่ศูนย์แห่งนี้

โอกาสสร้างความร่วมมือกับภาคการศึกษาในไทย
การพัฒนาหลักสูตรการบริหารจัดการป่าไม้ การก่อสร้างด้วยไม้วิศวกรรม การแลกเปลี่ยนนักศึกษา หรืองานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาในไทยแบบ Bilateral exchange / Joint program เป็นต้น

การพัฒนาอุตสาหกรรมไม้จำเป็นต้องมอง ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพราะเมื่อระบบครบถ้วนแล้ว การกำหนดนโยบายและวิสัยทัศน์ก็จะสามารถขับเคลื่อนได้ตรงจุด และช่วยผลักดันให้ ไม้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาเมือง ได้ในอนาคต

เมื่อโครงสร้างอุตสาหกรรมมีความชัดเจน ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็จะกล้าลงทุนระยะยาวมากขึ้น โดยพิจารณานอกจากต้นทุนการก่อสร้าง ยังรวมถึงความคุ้มค่าตลอดอายุอาคารและการลดคาร์บอน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลก ตัวอย่างเช่นโครงการ Wisdome Stockholm ที่ในช่วงแรกต้องนำเข้าไม้บางส่วน แต่เมื่อเทคโนโลยีและตลาดพัฒนา ประเทศก็สามารถผลิตวัสดุเองและต่อยอดอุตสาหกรรมภายในได้

การตัดสินใจเชิงนโยบายสามารถใช้ข้อมูล Life Cycle Assessment (LCA) เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของวัสดุตลอดวงจรชีวิต ทำให้การใช้ไม้ไม่ได้เป็นเพียงการทดลอง แต่เป็นการวางมาตรฐานใหม่ของการก่อสร้าง ที่สามารถถ่ายทอดไปยังเมืองอื่นต่อไปได้

สำหรับไทย การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการปรับกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้สังคม เห็นและเชื่อว่าการใช้ไม้สามารถทำได้จริง แนวทางสำคัญในช่วงนี้จึงคือการสร้าง โครงการต้นแบบ (Showcase) เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม้เป็นวัสดุที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับการก่อสร้างสมัยใหม่

ปัจจุบัน คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ มีการดำเนินงานวิจัยด้านสถาปัตยกรรมไม้ ทั้งการใช้ไม้ภายในอาคาร การปรับปรุงพื้นที่ในคณะให้มีการใช้ไม้มากขึ้น รวมถึงโครงการทดลองร่วมกับภาคเอกชนในการสร้างโครงสร้างไม้ขนาดเล็กภายนอกอาคาร เพื่อทดสอบระบบโครงสร้างและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นต้นแบบการเรียนรู้สำหรับการใช้ไม้ในงานก่อสร้างของไทยในอนาคต


(คลิกที่หัวข้อด้านล่างเพื่ออ่านบทความ)

Wood Next? Thailand x Sweden

หลังจากทริป Woodlife Business มีการต่อยอดพัฒนามากมาย หนึ่งในโครงการนำร่องได้แก่ “โครงการเมืองไม้ยั่งยืน ณ จังหวัดแพร่” เมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น “เมืองไม้ยั่งยืน” ต้นแบบของไทย โดยมีต้นทุนด้านทรัพยากรและอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกับเมือง Växjö สวีเดน

โครงการเมืองไม้ยั่งยืน ณ จังหวัดแพร่

พื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดแพร่มีประมาณ 98,000 ไร่ มีสวนป่าเอกชนกว่า 15,000 ไร่ และพื้นที่ ส.ป.ก. อีกประมาณ 300,000 ไร่ที่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ยังมีโรงเลื่อยและโรงงานอุตสาหกรรมไม้กว่า 500 โรง และแรงงานที่มีทักษะในอุตสาหกรรมไม้ประมาณ 2,200 คน และมีแรงงานอีกกว่า 2,000 คนที่พร้อมพัฒนาทักษะเพิ่มเติม และการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่สำหรับการกระขานสินค้าส่งออกและรับรองวัตถุดิบสู่กระบวนการแปรรูป ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมไม้ให้ครบวงจร

การพัฒนาในอนาคตควรเน้นการสร้างระบบมาตรฐานและการรับรองในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกไม้ การจัดการป่า การแปรรูป ไปจนถึงการนำไม้ไปใช้ในงานก่อสร้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าการใช้ไม้ให้หลากหลายมากขึ้นตามแนวทางของสวีเดน ทั้งโครงสร้างอาคารไม้สมัยใหม่ เฟอร์นิเจอร์ หรือการใช้ประโยชน์จากของเหลือของไม้ (by-product) เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น ยา อาหารสัตว์ และพลังงานชีวมวล ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับจังหวัดได้มากขึ้น

ปัจจุบันจังหวัดได้บรรจุแนวทางการพัฒนาเมืองไม้ยั่งยืนไว้ในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระดับจังหวัด และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเมืองไม้ยั่งยืนจ.แพร่ เป็นที่เรียบร้อยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ 

ความก้าวหน้าล่าสุดคือ การพัฒนาโครงการอาคารไม้ต้นแบบ สำหรับหอประชุมมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาทสนับสนุนโดยอบจ. แพร่ ซึ่งจะใช้วัสดุไม้จากประเทศไทย และต่อยอดความร่วมมือองค์ความรู้เทคโนโลยีจากสวีเดน เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการก่อสร้างไม้ทันสมัย (Modular) และควบคุมต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป ตามแนวทางของสวีเดน อาคารแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางด้านการประชุม การเรียนรู้ และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน

แนวคิด “แพร่ Sandbox เมืองไม้ยั่งยืน” เป็นการทดลองและแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ตั้งแต่การปลูกไม้ การแปรรูป การก่อสร้าง และการพัฒนาตลาด หากสามารถสร้างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นและสามารถขยายผลได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้นแบบสำหรับประเทศไทยในอนาคต

โอกาสสำคัญมาถึง เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่มีแนวคิดสร้าง อาคารหอประชุมขนาดประมาณ 300 ที่นั่ง ควบคู่กับการพัฒนาโครงการ Thailand Creative & Design Center (TCDC) สาขาแพร่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านการใช้ไม้ผ่านแนวคิด Forest Lab เพื่ส่งเสริมเศรษฐกิจภายใต้ผืนป่า 

อบจ.แพร่ สนับสนุนพัฒนาโครงการ “The Teak Pavilion” อาคารไม้ต้นแบบสูง 3 ชั้น ด้วยงบประมาณ 30 ล้านบาท เน้นใช้เทคโนโลยีโครงสร้างแบบ Hybrid โดยใช้ไม้เป็นโครงสร้างหลักประมาณ 70–80% ร่วมกับแกนคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง อาคารจะเป็นทั้งพื้นที่ประชุม พื้นที่เรียนรู้ และพื้นที่ทดลองด้านนวัตกรรมไม้ เช่น Co-working space พื้นที่บ่มเพาะสตาร์ทอัพ ส่งเสริมนวัตกรรม และแกลเลอรีสำหรับงานสร้างสรรค์

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างอาคารหนึ่งหลัง แต่เป็น จุดเริ่มต้นของการสร้าง Ecosystem อุตสาหกรรมไม้ของจังหวัดแพร่ ที่เชื่อมโยงการจัดการป่า การแปรรูป การออกแบบ และการก่อสร้างเข้าด้วยกัน พร้อมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น โครงสร้างไม้แบบ “ม้าต่างไหม” ของล้านนา เพื่อสร้างอนาคตใหม่ที่งยังคงเอกลักษณ์ “เมืองไม้แพร่” สู่การยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไม้ไทยในอนาคต ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานไทยและสวีเดนและตั้งเป้าสร้างเสร็จใน 4 ปีนี้ 


ขอบคุณคณะผู้จัดทุกท่าน Swedish Institute (SI) Swedish Forest Agency Swedish Embassy in Bangkok และผู้สนับสนุน Swedish Wood Sveriges Arkitekter เทศบาลเมือง Växjö ศูนย์ Växjö Linnaeus Science Park สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ​ กรุงสตอกโฮล์ม ที่ได้ให้โอกาสในการศึกษาแลกเปลี่ยนแนวความคิด สู่การสานต่อพัฒนาในประเทศไทยครั้งนี้ 

และที่สำคัญขอขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการป่าไม้ยั่งยืนและอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจไทยอย่างเข้มแข็งต่อไป ได้แก่
หน่วยงานภาคการศึกษา : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

หน่วยงานภาครัฐ : กรมป่าไม้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมโยธาธิการและผังเมือง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)

หน่วยงานภาคเอกชน : บริษัท อาศรมศิลป์  บริษัท SCG (Smart Living) บริษัทวนชัยกรุ๊ป จำกัด
(มหาชน) สมาคมธุรกิจไม้ บริษัท DEESAWAT สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

หน่วยงานจากจังหวัดแพร่ :  องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ (อบจ. แพร่) วิทยาลัยชุมชนแพร่ สมาคมรักษ์เมืองเก่าแพร่ เครือข่ายเมืองไม้ยั่งยืนจังหวัดแพร่ สมาคมผู้ประกอบการค้าไม้และเฟอร์นิเจอร์ จ.แพร่ บริษัท PrebuiltAsia 


สุดท้ายนี้ ขอฝากคำคมภาษาสวีเดน “Idéer föds där människor möts”  ไอเดียต่างๆ เกิดขึ้นได้เมื่อผู้คนได้มาพบกัน อุตสาหกรรมป่าไม้ยั่งยืนจะเกิดได้ ต้องผนึกกำลังความร่วมมือทุกภาคส่วน


ติดตามข่าวสาร-ความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมไทย-นอร์ดิกสู่ความยั่งยืน
Facebook : TNIU (Thailand and Nordic Countries Innovation Unit)  
www.tniu-rte.org

อ่านข่าวเกี่ยวกับ Woodlife Business จาก Swedish Institute (SI)
https://si.se/en/thailand-joins-the-woodlife-business-initiative-to-promote-sustainable-growth/


ติดตามคลิป TNIU FIKA EP.12 ตอน Key Highlight! Woodlife Business ได้ที่ :

จัดทำเรียบเรียงโดย :
TNIU (Thailand and Nordic Countries Innovation Unit) 

Discover more from Welcome to TNIU

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading