




หนึ่งใน Highlight ในงาน The Wood Solution Thailand Forum 2026 คือการนำเสนอร่างงานวิจัย (Feasibility Studies) จากความร่วมมือไทย-สวีเดน เพื่อเป็นแนวทางสำคัญ ในการวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างอาคารไม้อย่างยั่งยืนสำหรับไทยในอนาคต
ผลงานวิจัยนี้ ได้ก่อร่างขึ้นมาตั้งแต่ทริปคณะศึกษาดูงานเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2023 โดยกลุ่มคณะผู้บุกเบิกในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป่าไม้ไทย ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา กว่า 20 ท่าน ได้รับเชิญจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม เข้าร่วมศึกษาระบบนิเวศอุตสาหกรรมป่าไม้ยั่งยืนที่สวีเดน ซึ่งทางหน่วยงาน Eco-Innovation Foundation (EIF) ได้ร่วมมือกับทางสถานทูตฯ TNIU ในการประสานกับผู้เชี่ยวชาญสวีเดนครั้งนั้น

การเข้าร่วมครั้งนั้น ได้เปิดประตูให้ไทยเห็นถึงโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมการก่อสร้างอาคารไม้ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio-based Economy) และการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) แบบทั้งระบบ ทั้งการบริหารจัดการป่าไม้แบบสวีเดนตัด 1 ปลูก 3 การวางแผนการปลูกและใช้ไม้แบบหมุนเวียน โมเดลสมาคมผู้ปลูกป่าที่เชื่อมระหว่างตลาดกับผู้ปลูก เทคโนโลยีโรงเลื่อยและการติดตามตรวจสอบมาตรฐานอัจฉริยะ ไปจนสู่ การพัฒนาอาคารไม้ขนาดสูง
สำหรับที่พักอาศัย สำนักงาน หรือการออกแบบการสร้างดาต้าเซนเตอร์ เป็นต้น
ทางคณะผู้เข้าร่วมและผู้จัดทริปได้ระดมความคิดหลังจากการดูงานจนได้ข้อสรุปว่าไทยควรศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาคารไม้อย่างยั่งยืนอย่างจริงจัง ส่งผลให้คณะวนศาสตร์ (เกษตรศาสตร์) และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (จุฬาฯ) ยื่นขอทุนวิจัยต่อยอด ซึ่ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ต่อมาได้สนับสนุนทุนทั้งสองด้านผ่านความร่วมมือไทย-สวีเดน
1.งานวิจัย “Setting the Stage” การวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างด้วยไม้ ในไทยโดยยึดหลักความยั่งยืนของป่าไม้และการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ จัดทำโดย ทีม Eco-Innovation Foundation (EIF) ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2.งานวิจัย “Pioneering Demand-Driven Research for Sustainable Wood Solutions in Thailand” “การพัฒนาห้องสำเร็จรูปไม้ สำหรับอาคารชุดพักอาศัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในของประเทศไทย” จัดทำโดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัทเอกชนในไทย
โดยมีสรุปผลวิจัยเบื้องต้น ดังนี้
1.โครงการวิจัย “Setting the Stage”
การวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างด้วยไม้ในประเทศไทยโดยยึดหลักความยั่งยืนของป่าไม้และการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้

โครงการวิจัยนี้เน้นมองภาพอุตสาหกรรมป่าไม้ไทยแบบองค์รวม มากกว่าเพียงนำตัวอย่างความสำเร็จจากสวีเดนทั้งหมดมาใช้ในไทย แต่เป็นการร่วมหาคำตอบว่าไทยมีศักยภาพสามารถพัฒนาไปสู่จุดใดได้บ้าง
โดยมุ่งตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่
- การก่อสร้างด้วยไม้สามารถสร้างโอกาสอะไรให้กับไทยได้บ้าง?
- มีความเป็นไปได้ทั้งทางเทคนิคและทางเศรษฐกิจหรือไม่?
- อุปสรรคสำคัญคืออะไร และจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร?
“การเปลี่ยนผ่านจากป่าไม้เขตเมืองหนาว สู่ไม้เขตเมืองร้อนเป็นการร่วมเรียนรู้กันทั้งสองฝ่าย” แม้ผลอาจไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว ต้องใช้ความพยายาม แต่นักวิจัยป่าไม้เป็นผู้เขียนอนาคต ผศ.กิติพงศ์ ตั้งกิจ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว
ซึ่งโนโครงการนี้ ทีมวิจัยจากสวีเดนคือ ทีม Eco-Innovation Foundation (EIF) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการป่าไม้ การพัฒนาธุรกิจและเครือข่าย
รวมถึงวิศวกรด้านการก่อสร้างอาคารไม้ในสวีเดน ได้ร่วมมือกับทีมอาจารย์ คณะวนศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้เก็บข้อมูล ลงพื้นที่ประเมินวิเคราะห์ ภาพรวม อุตสาหกรรมป่าไม้และสถานการณ์จริงในไทย และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ
อนาคตอุตสาหกรรมไม้ไทย: วิสัยทัศน์สู่เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาชนบท และการก่อสร้างแห่งอนาคต
หากไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างเป็นระบบภายในปี 2046 (อีก 20 ปีข้างหน้า) ไทยอาจก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้แห่งใหม่ของภูมิภาค” โดยงานวิจัยประเมินว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยไม้ในไทยจะมีโอกาสสามารถเติบโตใน 3 ระยะสำคัญ ดังนี้

ระยะที่ 1 : ระยะบุกเบิก (Pioneer Stage) (4-7 ปีแรก)
ช่วงสร้างต้นแบบและพิสูจน์ตลาด ผ่านอาคารไม้นำร่องและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และมหาวิทยาลัย
ในระยะเริ่มต้นนี้ต้องขับเคลื่อนด้วยกลุ่มผู้บุกเบิก ประกอบด้วย ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา ภาคอุตสาหกรรม ร่วมพัฒนาโครงการนำร่อง เพื่อพิสูจน์ว่า การก่อสร้างอาคารไม้ขนาดใหญ่สามารถทำได้จริง ควรมีความยืดหยุ่นของกฎระเบียบและข้อกำหนด เพื่อเปิดทางให้เกิดนวัตกรรม และเน้นข้อกำหนดเชิง “สมรรถนะการใช้งาน (function-based)”
โดยในขั้นนี้ต้องอาศัยภาคการศึกษาและการวิจัยในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเร่งแก้ปัญหาที่สำคัญของไทยเช่น ความชื้น ปลวก ความปลอดภัยด้านอัคคีภัย กฎหมายอาคาร และมาตรฐานทางวิศวกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด
ทั้งนี้แม้ส่วนแบ่งการตลาดของวัสดุก่อสร้างด้วยไม้ยังมีขนาดเล็ก แต่เป็นช่วงสำคัญของการเรียนรู้และวางรากฐาน ซึ่งการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน จะช่วยเร่งการเติบโตและพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะนี้
โดยจากคาดการณ์ พบว่าไทยจะใช้เวลาตั้งต้นอุตสาหกรรมนี้ได้ภายใน 4-7 ปี
และจำต้องมีการปรับรูปแบบการบริหารจัดการป่าไม้ ปลูกไม้ที่ควบคู่และสอดรับกับความต้องการทางตลาดและอุตสาหกรรม
ระยะที่ 2 : ระยะพัฒนาธุรกิจ (Business Stage) (5-10 ปีถัดมา)

เมื่อเทคโนโลยีและมาตรฐานเริ่มชัดเจน จะเข้าสู่ช่วงขยายธุรกิจ ราคาเริ่มเข้าถึงได้ การพัฒนาอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นจากการแข่งขันในตลาด มีผู้ประกอบการ โรงงานผลิตไม้วิศวกรรม ระบบ Prefabrication และห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรมากขึ้น
จากงานวิจัยพบว่าหากอาคารไม้สามารถครองตลาดได้เพียง 3% ในไทย
ภายใน 7 ปี มูลค่าของอุตสาหกรรมในไทยอาจสูงถึงประมาณ 8,500 ล้านบาท / ปี และจะเกิดความต้องการไม้คุณภาพสูงมากกว่า 300,000 ลูกบาศก์เมตร / ปี
ทำให้เริ่มมีการใช้ชนิดพันธุ์ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
ในระยะนี้จะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การก่อสร้างแบบ Prefabrication มีความสำคัญ เริ่มมีบริษัทผู้รับเหมาที่สามารถเสนอการขายงานอาคารไม้ได้เองสิ่งสำคัญคือการตั้งมาตรฐานในผลิตภัณฑ์
การเงินสีเขียว (Green financing) หรือการจัดสรรการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดทางด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ จะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เปิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว
ระยะที่ 3 : ระยะปรับตัวสู่ความปกติใหม่(New Normal Stage)
ระยะที่อาคารไม้กลายเป็นทางเลือกปกติของอุตสาหกรรมก่อสร้าง สามารถแข่งขันกับคอนกรีตและเหล็กได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป การพัฒนาเน้นเพิ่มองค์ความรู้ในระดับอุตสาหกรรม และเป้าหมายสู่การลดคาร์บอนจะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ ทำให้ตลาดเกิดการเติบโตตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรม มูลค่าอุตสาหกรรมอาจขยายตัวสู่ 100,000–200,000 ล้านบาท / ปี และความต้องการไม้ก่อสร้าง เพิ่มสูงขึ้นถึง 3–6 ล้านลูกบาศก์เมตร / ปี
ซึ่งสวีเดนกำลังอยู่ระยะ New Normal นี้ โดยเชื่อว่าหากไทยได้พัฒนากลยุทธ์ขับเคลื่อนระดับชาติ จะสามารถเริ่มเข้าสู่ระยะนี้ได้เช่นกันภายใน 20 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น
บทเรียนจากสวีเดน: จากนโยบายสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์
ประสบการณ์ของสวีเดนแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยไม้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเทคโนโลยี แต่ต้องอาศัยนโยบายภาครัฐ การสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม
การวางยุทธศาสตร์การก่อสร้างด้วยไม้ระดับชาติ (National Wood Building Strategy) เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ เช่น ที่ ภูมิภาค Småland และ Västerbotten เป็นผู้นำในการทดลองและพัฒนาระบบก่อสร้างด้วยไม้
เทศบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในระยะแรก ตัวอย่าง

เมือง Växjö ที่พัฒนากลยุทธ์เมืองไม้ระยะยาวมาแล้วกว่า 3 ฉบับ โดยเป้าหมายแรกตั้งว่า “ภายในปี 2015 อาคารสาธารณะ 25% ของการก่อสร้างอาคารโดยภาครัฐต้องเป็นไม้” และ ใช้ Tipple Helix Model มีการร่วมกันทำงานระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา และมีการติดตามประเมินผล ต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัย

เมือง Skellefteå มีการสร้างศูนย์วัฒนธรรม Sara Kulturhus อาคารไม้ขนาดใหญ่
ที่ทางตอนเหนือของสวีเดนระดับแลนด์มาร์กที่ได้รับความสนใจทั่วโลก เป็นกลยุทธ์ระดับท้องถิ่นที่ตั้งเป้าหมายว่าการก่อสร้างด้วยไม้ต้องเป็นตัวเลือกแรกในการก่อสร้างอาคารไม้

ปัจจุบันเทรนด์ภาคธุรกิจของสวีเดน อาคารของบริษัทต่างๆ มักก่อสร้างด้วยไม้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรด้านการพัฒนาสู่ความยั่งยืน เช่น World of Volvo พิพิทธภัณฑ์ของบริษัท Volvo ที่เมือง Gothenburg หรือ การสร้าง Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดนยังสร้างด้วยไม้ เป็นต้น
วิสัยทัศน์ปี 2046: ระบบป่าไม้แห่งอนาคตของประเทศไทยในอีก 20 ปี

เพื่อรองรับอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยไม้ในอนาคต ทีมวิจัยประเมินว่า ไทยจะต้องมีพื้นที่ป่าเศรษฐกิจรวมมากกว่า 2 ล้านเฮกตาร์ หรือมากกว่า 12.5 ล้าน ไร่ ซึ่งประกอบด้วย
- ป่าหมุนเวียนระยะสั้นประมาณ 1.8 ล้านเฮกตาร์ (11.25 ล้านไร่)
- ป่าหมุนเวียนระยะยาวประมาณ 400,000 เฮกตาร์ (2.5 ล้านไร่)
โครงสร้างป่าไม้ในอนาคตไม่ควรเป็นการปลูกป่าเชิงเดี่ยว แต่ภายใน 20 ปี ควรพัฒนาเป็นระบบผสมผสาน ที่ประกอบด้วย
- ป่าปลูกระยะสั้นสำหรับไม้โตเร็ว
- ป่าปลูกระยะยาวสำหรับไม้คุณภาพสูง
- ระบบวนเกษตร (Agroforestry)
- ป่าธรรมชาติที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน
- พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

เพราะเป้าหมายสำคัญ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตไม้ แต่เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชนชนบทไปพร้อมกัน
ผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจรายย่อย (Smallholders) คือหัวใจสำคัญของระบบการมีส่วนร่วมของ ผู้ปลูกป่าไม้เศรษฐกิจรายย่อย (Smallholders) เป็นผู้เล่นสำคัญในการเติบโตของอุตสาหกรรมการก่อสร้างอาคารไม้นี้

โดยคณะวิจัยประเมินว่า ประมาณ 75% ของสวนป่าเศรษฐกิจในอนาคตควรได้รับการบริหารจัดการโดยผู้ปลูกรายย่อย
ซึ่งจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจว่าจะมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน และมีระบบสนับสนุน ดังนี้
- ระบบส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้
- ระบบเครือข่ายรับรองมาตรฐาน
ตัวอย่างที่สวีเดน Grönt Paraply (Green Umbrella) เชื่อมเกษตรกรกับอุตสาหกรรม พร้อมสร้างความมั่นใจว่าบริษัทจะรับซื้อไม้ เมื่อพร้อมเข้าสู่ตลาด สร้างให้เกิดความไว้วางใจว่าบริษัทจะซื้อไม้ - สมาคมเจ้าของป่า (Forest Owners Association)
ตัวอย่างจากสวีเดน คือ Södra ซึ่งช่วยรวมกลุ่มเกษตรกรและเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด - ระบบผู้ให้บริการด้านการจัดการป่าไม้ (Forestry Service Providers)
ตัวอย่างจากสวีเดน คือ Skogsällskapet ที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ การวางแผน และการบริการจัดการป่าอย่างมืออาชีพ - ระบบการวัดปริมาณและคุณภาพไม้ที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง
เช่น Biometria ประเมินปริมาณและคุณภาพไม้อย่างโปร่งใส สร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ

โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ชนบทควรมีโครงสร้างสนับสนุนเช่น
- โรงเลื่อยในท้องถิ่น
- โรงงานแปรรูปไม้
- ระบบขนส่งและโลจิสติกส์
- โรงงานผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูป
- องค์กรรับรองมาตรฐานและหน่วยงานสนับสนุน
ซึ่งในระยะยาวจะช่วยสร้างการจ้างงานจำนวนมากและมีผู้ประกอบการและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้

ปัจจุบันในสวีเดน กว่า 60% ของไม้ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมมาจากพื้นที่ป่าที่ครอบครัวเป็นเจ้าของ
ซึ่งโดยปกติ การปลูกป่าในสวีเดนใช้ระยะเวลานานถึง 80 ปี หมายความว่า ผู้ปลูกต้นไม้ในวันนี้อาจไม่ใช่คนที่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่เป็นลูกหลานในอนาคต ดังนั้น แรงจูงใจเบื้องหลังของผู้ปลูก คือ ความมั่นใจในระบบที่มั่นคงเพียงพอ ให้คนรุ่นต่อไปได้รับประโยชน์จากป่าปลูกนี้และมีตลาดที่รองรับอย่างชัดเจน
เป้าหมายคือทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นว่า การปลูกป่า การกลับสู่ภูมิลำเนา การทำวนเกษตร และการจัดการป่าไม้ ไม่ใช่อาชีพที่ไร้อนาคต แต่เป็นธุรกิจสีเขียวที่สามารถสร้างรายได้ และมีคุณค่าต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สามารถเริ่มต้นธุรกิจด้วยเครื่องจักรขนาดเล็ก แปรรูปไม้เบื้องต้น และค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม
สร้างชนบทที่น่าอยู่และมีอนาคต โดยมีการแบ่งส่วนต่างๆ สำหรับไม้ระยะสั้น ระยะยาว วนเกษตร อุตสาหกรรม ไม้เพื่อระบบนิเวศบริการ ไม้สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ ฯลฯ
แม้ผู้ปลูกจะถือครองที่ดินเพียง 10–20 เฮกตาร์ หรืออาจเล็กกว่านั้น ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจใหม่ได้ หากมีระบบสนับสนุนที่ดี

ซึ่งหากไทยสามารถวางระบบที่เหมาะสมได้สำเร็จ การก่อสร้างด้วยไม้จะไม่เป็นเพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็น อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ ที่สร้างงาน กระจายรายได้ และวางรากฐานเศรษฐกิจสีเขียวให้ประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยย้ำว่าผลการศึกษายังอยู่ระหว่างการพัฒนา และเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนโดยหากเสร็จสิ้น จะมีการเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ต่อไป
ดาวน์โหลด Slide วิทยากร ได้ที่:
🔗EIF_Feasibility study_Thailands opportunity_Presentation
🔗ผศ กิติพงษ์ Thailand–Sweden Collaboration for a Greener Future
2.งานวิจัย “Pioneering Demand-Driven Research for Sustainable Wood Solutions in Thailand”
การพัฒนาห้องสำเร็จรูปไม้ สำหรับอาคารชุดพักอาศัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในของประเทศไทย จัดทำโดย ดร.ธีรเนตร เทียนถาวร นักวิจัย และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัทเอกชนในไทย

งานวิจัยด้านวัสดุก่อสร้างยั่งยืนมักมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีหรือการสร้างวัสดุใหม่เป็นหลัก แต่โครงการวิจัยของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกใช้มุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเริ่มต้นจากการศึกษาฝั่ง “ความต้องการของตลาด” เพื่อทำความเข้าใจว่า หากประเทศไทยต้องการผลักดันให้เกิดการใช้วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนมากขึ้น ตลาด โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ จะมีความพร้อมและยอมรับมากน้อยเพียงใด
จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดขึ้นจากการที่ทีมวิจัยได้มีโอกาสเข้าร่วมศึกษาดูงานร่วมกับสถานทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์มในปี 2023 ซึ่งนอกจากองค์ความรู้ที่ได้รับแล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการนำทรัพยากรไม้ท้องถิ่น (Local species) มาพัฒนาต่อยอดเข้าสู่อุตสาหกรรมก่อสร้างได้ หากสามารถทำสำเร็จ นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรภายในประเทศแล้ว ยังอาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงการเกิดขึ้นของการจ้างงานสีเขียว (Green Jobs) ในอนาคต
ต่อมาในปี 2024 ทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนเพื่อขยายผลการศึกษาดังกล่าวอย่างจริงจัง ซึ่งแนวคิดสำคัญของงานวิจัยนี้คือการใช้ “Market-first Approach” หรือการเริ่มต้นจากตลาดก่อน แทนที่จะเริ่มจากการพัฒนาวัสดุขึ้นมาแล้วค่อยหาตลาดรองรับ ทีมวิจัยเลือกตั้งคำถามว่า หากจะพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนขึ้น ตลาดจะต้องการหรือไม่ ราคาจะต้องอยู่ในระดับใด และผลิตภัณฑ์ลักษณะใดที่จะสามารถแข่งขันได้จริงในเชิงพาณิชย์ จากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดความร่วมมือกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Nirvana Development ซึ่งมีความสนใจพัฒนาห้องตัวอย่างโดยทดลองเปลี่ยนโครงสร้างเดิมที่ใช้เหล็กมาเป็นโครงสร้างไม้ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น แต่ยังคงต้องควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่ตลาดยอมรับได้
แม้งานวิจัยจะเริ่มต้นจากการศึกษาตลาด แต่ในกระบวนการดำเนินงาน ทีมวิจัยพบว่าจำเป็นต้องศึกษาตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ในส่วนต้นน้ำจำเป็นต้องพิจารณาว่าประเทศไทยมีไม้ชนิดใดที่เหมาะสม มีปริมาณเพียงพอ และสามารถเป็นไม้เศรษฐกิจได้จริง ขณะที่ในส่วนกลางน้ำต้องประเมินศักยภาพทางเทคโนโลยี ว่าอุตสาหกรรมไทยมีความสามารถในการแปรรูปหรือเพิ่มมูลค่าไม้เหล่านี้มากน้อยเพียงใด ส่วนปลายน้ำคือการวิเคราะห์ว่าตลาดและผู้บริโภคมีแนวโน้มตอบรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวหรือไม่
ในการทดลอง ทีมวิจัยได้คัดเลือกวัสดุไม้ที่มีศักยภาพจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ไม้ยูคาลิปตัสประเภท LVL ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัท SCG โดยวัสดุชนิดนี้มีต้นทุนค่อนข้างสามารถแข่งขันกับวัสดุเดิมได้
กลุ่มที่ 2 ไม้สักปลูก โดยเลือกใช้ไม้เกรด B แทนเกรด A เนื่องจากไม้เกรดสูงมีตลาดรองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัสดุประเภทนี้ยังสูงกว่าวัสดุเดิมประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์
กลุ่มที่ 3 คือไม้สะเดาเทียม ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าไม้สักลงมา และยังมีศักยภาพในการแข่งขันหากได้รับการออกแบบที่เหมาะสม

หลังจากพัฒนาห้องต้นแบบแล้ว ทีมวิจัยได้เปิดให้ผู้ใช้งานเข้ามาทดลองเปรียบเทียบระหว่างห้องรูปแบบเดิมกับห้องที่ใช้วัสดุไม้ ผลที่ได้คือ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีแนวโน้ม ชื่นชอบห้องที่ใช้ไม้มากกว่า ทั้งในด้านความรู้สึก ความสวยงาม และประสบการณ์การใช้งาน ขณะเดียวกัน เมื่อนำมาประเมินในเชิงเทคนิค พบว่าวัสดุไม้ช่วยลด Carbon Footprint ได้มากกว่าวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม อีกทั้งน้ำหนักที่เบากว่ายังช่วยลดภาระโครงสร้างอาคารส่วนล่าง และสามารถต่อยอดสู่ระบบ Prefabrication ที่ช่วยให้กระบวนการก่อสร้างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบข้อจำกัดสำคัญหลายประการ แม้ว่าราคาจะเริ่มมีศักยภาพในการแข่งขันและผู้บริโภคมีทัศนคติที่ดีต่อวัสดุไม้ แต่ตลาดยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานวัสดุ ความคงทน และความปลอดภัยในการใช้งาน
นอกจากนี้ปริมาณความต้องการในตลาดยังอาจไม่มากพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนขนาดใหญ่ในระยะสั้น ขณะที่ในเชิงเทคนิคเองก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องพัฒนาต่อไป ดังนั้นการผลักดันอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างจากไม้ในประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาพร้อมกันทั้งระบบ
ต้นน้ำ ภาครัฐควรวางแผนการปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรเห็นเส้นทางตลาดและรู้ว่าปลูกแล้วสามารถขายให้ใครได้
กลางน้ำ ต้องเร่งพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานและนักลงทุน
ปลายน้ำ ภาครัฐอาจเริ่มต้นจากการผลักดันโครงการนำร่อง เช่น การใช้วัสดุไม้ในอาคารภาครัฐ การสร้าง Sandbox ทดลองใช้งาน หรือการใช้มาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงเริ่มต้น
โดยงานวิจัยนี้ไม่ได้เพียงแสดงให้เห็นว่า “ไม้ไทยสามารถใช้แทนวัสดุก่อสร้างแบบเดิมได้” แต่ยังชี้ให้เห็นว่าอนาคตของการก่อสร้างอย่างยั่งยืนในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร


บทบาทเชิงรุกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การสื่อสาร และภาคีเครือข่าย
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือการเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) การสื่อสารสู่สาธารณะ และการสร้างความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตร
โดยโจทย์สำคัญคือ การสร้างความต้องการของตลาด ที่เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ปลายน้ำกลับสู่ต้นน้ำ
เริ่มต้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่พร้อมลงมือทำได้ทันที หรือ “Quick Win Industry” เช่น การออกแบบพื้นที่ชั้นลอยภายในอาคารซึ่งมีความคล่องตัวสูงเนื่องจากไม่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายควบคุมอาคาร หรือการออกแบบโครงสร้างไม้ที่สามารถขยายผลในวงกว้างได้ง่าย เช่น โครงการพัฒนาต้นแบบป้ายรถเมล์ไม้ร่วมกับพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการสร้าง Demand ในปริมาณมากจากพื้นที่สาธารณะเช่นนี้จะเร่งให้เกิดการตื่นตัวในระบบอุตสาหกรรมการก่อสร้างด้วยไม้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกเหนือจากมิติด้านงานวิจัยและพัฒนาโครงการแล้ว การสร้างความร่วมมือ (Partnerships) ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยปัจจุบันทางคณะฯ ได้มีแนวทางและหารือเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมร่วมกับ EIF KTH Royal Institute of Technology และ Linnaeus University เพื่อร่วมกันบ่มเพาะและสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะมาพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะที่ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ในช่วงปี 2026–2030 คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ มีความพร้อมในการร่วมสร้าง พื้นที่แห่งความร่วมมือ (Collaborative Platform) โดยมี 3 เป้าหมาหลัก :
- Advancing Research & Development: เร่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์อนาคต
- Building Experts and Networks: สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ขับเคลื่อนผ่านแนวทางเชิงเทคนิค (Technical), ความต้องการตลาด (Demand) และนโยบาย (Policy Approach)
- Talent Development: สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผ่านการ Upskill / Reskill ในโครงการวิจัยและพัฒนาจริง (R&D Project)
โดยมีความยินดีและพร้อมเปิดรับการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ตลอดจนผู้สนับสนุน (Funders) ที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้ประสบความสำเร็จด้วยกัน
Download Slide วิทยากรได้ที่:
🔗3 ผศ.ศรันยา ดร.ธีรเนตร.pdf
นอกจากการนำเสนอการวิจัยที่เน้นเรื่องการก่อสร้าง ยังมี by-product อื่นๆ ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าได้อีกมหาศาลโดย ผศ.ดร. อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม Chief of Business Development, Meticuly Co. Ltd. ได้นำเสนอเรื่อง Potential Collaboration on Technology and Business Acceleration (BAP) ระหว่างไทย-สวีเดน
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) ของไทยได้เริ่มวางรากฐานผ่านกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี 19 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละภูมิภาคท้องที่ก็มีข้อโดดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อสร้าง Business Acceleration Platform (BAP) ที่มีหน้าที่ ‘เปลี่ยนงานวิจัยเชิงลึก (Deep Tech) ให้กลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้จริง’ โดยเดินหน้าผ่าน 3 ขั้นตอนหลักๆ:
- ค้นหาเทคโนโลยีเด่นๆ ในมหาวิทยาลัยทั่วไทย (Technology Scouting)
- นำมาทดสอบให้มั่นใจว่าทำได้จริงและตลาดต้องการ (Proof of Concept & Market)
- ส่งต่อเข้ากระบวนการเร่งเติบโตทางธุรกิจ (Business Accelerator) เพื่อปั้นให้เกิดเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพ

ทำไมต้องเป็น สวีเดน? จากการที่ได้ทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำอย่าง Business Sweden และ Biz Maker และ RISE ทำให้เห็นโมเดลที่น่าสนใจที่สวีเดนไม่ได้มองป่าไม้เป็นแค่ ‘ต้นไม้’ แต่มองเป็น Forest Bioeconomy หรืเศรษฐกิจภายใต้ผืนป่า นั่นคือคือการดึงทรัพยากรทุกอย่าง รวมถึงของเหลือทิ้ง (By-products) มาสร้างมูลค่าในหลากหลายอุตสาหกรรมขั้นสูง
พอหันกลับมามองประเทศไทย… สิ่งที่สวีเดนไม่มี คือป่าเขตร้อน (Tropical Forest) ที่มาพร้อมกับความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงมาก เรามีพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา มีไม้โตเร็ว มีสมุนไพร และมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะมากในการเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีให้กับบริษัทระดับโลก
จึงเป็นที่มาของโมเดลความร่วมมือแบบ Win-Win Partnership ที่วาง Roadmap ไว้ 2 ทิศทาง:
- ปีแรก (Inbound): เปิดประตูต้อนรับสตาร์ตอัพจากสวีเดนเข้ามาในไทย เพื่อใช้พื้นที่ทดสอบเทคโนโลยี ทดลองตลาดอาเซียน และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย
- ปีที่ 2-3 (Outbound): สตาร์ทอัพไทย ก้าวสู่สวีเดน เพื่อใช้เครือข่ายและ Accelerator เป็นสปริงบอร์ดในการพาธุรกิจนวัตกรรมของเราเข้าสู่ตลาดยุโรปและตลาดโลก
นวัตกรรมจากเศรษฐกิจป่าไม้ หรือ Forest Economy จะหน้าตาเป็นยังไง? สิ่งที่เราจะเห็นต่อจากนี้จะเป็นโอกาสที่กว้างและหลากหลายมาก ตั้งแต่พลาสติกชีวภาพจากไม้ โปรตีนทางเลือกจากพืชป่า, ยาสมุนไพร, ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิต, การใช้ AI และ IoT มาทำ Smart Forestry, ไปจนถึงวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำสำหรับเมืองแห่งอนาคต ทั้งหมดนี้ จะถูกผลักดันผ่านกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำที่เป็นทรัพยากรและงานวิจัย ผ่านการทำ Prototype ปั้นเป็นสตาร์ตอัพ และขยายสู่อุตสาหกรรมในท้ายที่สุด
หัวใจสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขายเนื้อไม้ แต่คือการเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติ ให้กลายเป็น ‘ฐานเศรษฐกิจนวัตกรรมใหม่’ ที่สร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ร่วมกัน
Download Slide วิทยากร:
🔗ผศ. ดร อัครวิทย์_Potential Collaboration-Thai Sweden-Business Acceleration.pptx.pdf

รับชมย้อนหลังได้ที่ TNIU FIKA: Recap The Wood Solution Thailand Forum 2026 (Session 1 : Feasibility studies)
