Leading Innovators: 11 ผู้นำนวัตกรรมสวีเดน สู่การพัฒนาไม้เศรษฐกิจยั่งยืนในไทย


เวที “Leading Innovators” ไฮไลท์ปิดท้ายงาน The Wood Solution Thailand Forum 2026 โดยทาง Eco-Innovation Foundation (EIF) ได้ร่วมเชิญ กว่า 11 หน่วยงาน ผู้นำด้านนวัตกรรมอุตสาหกรรมป่าไม้ทั้งจากสวีเดนและนานาชาติ  ตลอดห่วงโซ่คุณค่า  เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี และแนวคิดที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุน ทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมไม้ และการก่อสร้างอาคารไม้อย่างยั่งยืนในไทย  

Leading Innovators

นวัตกรรมต้นน้ำ (Upstream)

จากอาคารไม้สูง หากมองย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นคือ เมล็ดพันธุ์
เราจะได้ไม้ที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอ ด้วยวิธีการจัดการอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?

1. BCC AB โรงเพาะชำอัจฉริยะ ตั้งแต่เมล็ดถึงกล้าไม้พร้อมปลูก

คุณ KM Chok จากบริษัท BCC นำเสนอเทคโนโลยีการผลิตต้นกล้าไม้ระดับอุตสาหกรรม (Mechanized Nursery) เพื่อรองรับเป้าหมายระดับโลกในการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เขาชี้ว่า หากโลกต้องปลูกต้นไม้จำนวนมหาศาลเพื่อดูดซับคาร์บอน ระบบเพาะกล้าแบบดั้งเดิมจะรองรับไม่ไหว 

บริษัทจึงพัฒนาเครื่องจักรผลิตต้นกล้าแบบอัตโนมัติพร้อมระบบสนับสนุนครบวงจร ทั้งระบบบรรจุดินและหยอดเมล็ด การวัดคุณภาพและคัดแยกต้นกล้า ระบบน้ำ และภาชนะบรรจุต้นกล้าที่ใช้กระดาษชีวภาพ (FiberCell) เพื่อทดแทนภาชนะพลาสติกแบบเดิม

ข้อดีของระบบนี้คือกระดาษย่อยสลายได้ ลดความเสี่ยงการสะสมโรคจากภาชนะใช้ซ้ำ และช่วยให้รากเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติผ่านกระบวนการ “Air Pruning”  ที่ป้องกันปัญหารากขดหรือรากพันกัน ปัจจุบันระบบนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ในอินโดนีเซีย ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 1 พันล้านต้น และช่วยลดต้นทุน การผลิตเหลือเพียงราว 30% ของระบบเดิม

2. OptiCept Technologies เทคโนโลยีสุญญากาศที่ช่วยให้กล้าไม้รอดและโตดีขึ้น

OptiCept Technologies บริษัทเทคโนโลยีจากสวีเดน พัฒนาโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร (FoodTech) และอุตสาหกรรมพืช (PlantTech) โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการสูญเสีย ยกระดับคุณภาพผลผลิต และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

โดยทางบริษัทได้นำเสนอเทคโนโลยี OptiBoost® ด้วยเทคโนโลยี Vacuum Infusion (VI) ที่ใช้ระบบสุญญากาศผสาน Nanotechnology นำสารอาหารหรือสารชีวภาพเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชโดยตรง ช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพของไม้ตัดดอก ตลอดจนเพิ่มอัตราการออกราก ความแข็งแรง และอัตราการรอดของกิ่งพันธุ์ไม้เศรษฐกิจและไม้ป่า 

ปัจจุบันบริษัทดำเนินโครงการทดลองในหลายประเทศทั่วโลก และเริ่มดำเนินงานในไทยแล้ว โดยได้ตั้ง Innovation Center ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นศูนย์วิจัย ทดสอบ และสาธิตเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร 

3. Katam Technologies  AI และดิจิทัลสำหรับการบริหารจัดการป่าไม้ที่แม่นยำ

คุณ Luisa Federici จากบริษัท Katam นำเสนอเทคโนโลยีการบริหารจัดการทรัพยากรและสำรวจ ปริมาณไม้ในป่าอย่างแม่นยำ เธออธิบายว่า หากประเทศต้องการสร้างอุตสาหกรรมไม้ขนาดใหญ่ “สิ่งแรกที่ต้องรู้คือมีทรัพยากรไม้มากเพียงใดและเติบโตอย่างไร”แต่ปัจจุบันหลายประเทศ ยังใช้วิธีสำรวจแบบดั้งเดิม เช่น สายวัดและแรงงานคน ซึ่งใช้เวลานานและต้นทุนสูง

บริษัทจึงพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ AI ร่วมกับ Computer Vision กล้อง GoPro และโดรน เก็บข้อมูลจากป่า และวิเคราะห์อัตโนมัติ ทั้งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางต้นไม้ อัตราการรอด อัตราการตาย ความหนาแน่นของพื้นที่ปลูก รวมถึงระบุตำแหน่งด้วยระบบภูมิสารสนเทศ ช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน ลดเวลาสำรวจ และเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจลงทุน โดยปัจจุบันมีการใช้งานแล้วในหลายประเทศ เช่น บราซิลและอินโดนีเซีย โซลูชั่นนี้จะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับปลูกป่ามากขึ้น 

4. CMO Group เชื่อมเกษตรกรรายย่อยเข้าสู่ตลาดไม้ยั่งยืน

คุณ Michael Brinks จาก CMO Group อธิบายว่าปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมป่าไม้ในหลายประเทศ รวมถึงไทย คือเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงตลาดไม้ที่ได้มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน บริษัทจึงพัฒนาระบบที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าสู่การรับรองมาตรฐานอย่าง FSC และตลาดการลงทุนระหว่างประเทศได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้และลดการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ระบบเทคโนโลยี AI และ Mobile Application สำหรับลงทะเบียนเกษตรกร ตรวจสอบมาตรฐานการผลิต และทำระบบ Traceability ติดตามไม้ตั้งแต่ต้นทางถึงผู้ซื้อปลายทาง โดยประเทศไทยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ (www.cmothai.com)

5. Silvi Carbon กับไม้ยูคาลิปตัส อุตสาหกรรมไม้หลักไทยในอนาคต

Peter Fogde จาก Silvi Carbon นำเสนอมุมมองว่า หากไทยต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ระดับอุตสาหกรรมการก่อสร้างอย่างจริงจัง ไม้ที่เหมาะที่สุดคือ ยูคาลิปตัส ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ มีปริมาณมาก มีความแข็งแรงเหมาะกับอุตสาหกรรม และต้นทุนต่ำกว่าสักอย่างมาก

เขายกตัวอย่างว่าไม้สักคุณภาพดีอาจมีราคาราว 20,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ยูคาลิปตัสอยู่ที่ประมาณ 1,200 บาทต่อลูกบาศก์เมตร (ถูกกว่าถึง 20 เท่า)  ปัจจุบันไทยผลิตยูคาลิปตัสได้ราว 18 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และกว่า 90% มาจากเกษตรกรรายย่อย จึงเป็นฐานทรัพยากรสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมไม้แห่งอนาคต ทั้งนี้บริษัทมีประสบการณ์กว่า 20 ปีในลาว บริหารพื้นที่กว่า 30,000 ไร่ ครอบคลุมทั้งกระบวนการตั้งแต่การเพาะกล้าจนถึงการเก็บเกี่ยว และเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการปลูกป่าและวนเกษตร (Agroforestry) 

6.Genome Vault เทคโนโลยี eDNA และ AI อ่านรหัสพันธุกรรมเพื่อการวัดประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ

GenomeVault สตาร์ทอัพด้าน Nature Tech ในสวีเดน ก่อตั้งโดยนักชีววิทยาชาวไทย คุณ Theo Serivichayaswat ด้วยการใช้เทคโนโลยี eDNA ขั้นสูง เพื่อตรวจจับและติดตามสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศอย่างแม่นยำ

🧬 เทคโนโลยีทำงานอย่างไร?

  • เก็บตัวอย่าง: ดิน น้ำ หรืออากาศ จากพื้นที่จริง
  • ถอดรหัสลึก: วิเคราะห์ดีเอ็นเอที่สิ่งมีชีวิตทิ้งไว้ในสิ่งแวดล้อมด้วย AI 
  • รายงานผลชัด: ระบุชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในระบบนิเวศได้ครบวงจร

📊 นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?

  • Carbon Credit: ตรวจสอบความสมบูรณ์ของป่าเพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต
  • Nature Conservation: ติดตามสถานะและช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • Sustainability: วางแผนใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยข้อมูลจริง

🎥 ชมย้อนหลัง — TNIU FIKA: Recap The Wood Solution Thailand Forum 2026 (Leading Innovators Part 1 – Upstream):

นวัตกรรมกลางน้ำ–ปลายน้ำ (Midstream–Downstream)

เมื่อมีวัตถุดิบที่ดีแล้ว โจทย์ถัดไปคือแปรรูปและออกแบบอย่างไรให้กลายเป็นอาคารไม้ที่แข็งแรง ปลอดภัย และคาร์บอนต่ำ พร้อมระบบพัฒนาบุคคลากรผู้ที่จะมาพัฒนาและรองรับกับทั้งอุตสาหกรรม

7. PML Easbeam — ไม้วิศวกรรมจากยูคาลิปตัสในอาเซียน สู่พื้น Data Center

Lars Svensson ผู้แทนของ Per Gradin ผู้ก่อตั้งบริษัท PML ได้ นำเสนอความร่วมมือของบริษัทในลาวที่ผลิตไม้วิศวกรรมประเภท LVL (Laminated Veneer Lumber) จากไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งผ่านมาตรฐาน FSC และใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างได้ ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีนี้กำลังถูกทดลองใช้ในโครงสร้างพื้น Data Center เพื่อรองรับน้ำหนักอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ เช่น เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ชิปประสิทธิภาพสูงของ NVIDIA โดยผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม้ยูคาลิปตัสที่ผ่านกระบวนการวิศวกรรมสามารถป้องกันปลวก ทนความชื้น และผ่านมาตรฐานการก่อสร้างระดับสากลได้ 

8.Limträteknik AB — วิศวกรรมโครงสร้างไม้สำหรับอาคารขนาดใหญ่

Magnus Emilsson จากบริษัทวิศวกรรมไม้สวีเดน Limträteknik นำเสนอประสบการณ์กว่า 40 ปี ในการออกแบบโครงสร้างไม้ ด้วยผลงานกว่า 5,000 โครงการทั่วโลก รวมถึง Data Center ที่สร้างด้วยไม้ เขาย้ำว่าเทคโนโลยี Timber Engineering ปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก จนสามารถออกแบบอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้ไม้เป็นโครงสร้างหลักแทนเหล็กและคอนกรีตได้อย่างปลอดภัย
และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยินดีถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมพัฒนาโครงการในประเทศไทย (Magnus ยังเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยโครงการ “Setting the Stage” อุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารไม้ในไทยด้วย)
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย: https://tniu-rte.org/2026/07/02/feasibility-studies_wood-solution-thailand-forum/ 

9. Stora Enso ใช้ไม้ปฏิวัติอุตสาหกรรม Data Center

Jessika Szyber จาก Stora Enso ผู้ผลิตวัสดุหมุนเวียนชั้นนำระดับโลก (เดิมเป็นบริษัทเยื่อและกระดาษ ก่อนขยายสู่ Packaging, Wood Products และ Biomaterials) นำเสนอแนวคิดการนำ Mass Timber มาใช้ในอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

ปัจจุบัน Data Center ส่วนใหญ่สร้างด้วยเหล็กและคอนกรีต แต่แนวโน้มกำลังเปลี่ยนไป เพราะบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากต้องการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับเป้าหมายความ
ยั่งยืนมากขึ้น อีกทั้งความรวดเร็วในการก่อสร้างยังหมายถึงการเปิดใช้งานและสร้างรายได้ที่เร็วขึ้น

บริษัทชี้ว่าไม้ CLT (Cross Laminated Timber) และ LVL ตอบโจทย์นี้ได้ เพราะช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ลดเวลาก่อสร้าง มีความแม่นยำสูงในการผลิต และควบคุมอุณหภูมิและความชื้นภายในอาคารได้ดี เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ต้องการความเสถียร

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขันดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย การพัฒนา Data Center ที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมจึงอาจเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าระดับ Hyperscaler ระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ AWS ล้วนมี ESG commitment ที่เข้มงวดและต้องการลด carbon footprint ของโครงสร้างพื้นฐานตนเอง ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญของตลาดคือต้นทุนเริ่มต้นสูง ทั้งที่ดิน การก่อสร้าง พลังงาน และระบบทำความเย็น ซึ่งเป็นโอกาสที่ mass timber หรือไม้เข้ามาตอบโจทย์ได้พอดี

นอกจากนี้ Stora Enso ยังพัฒนา Lignode หรือวัสดุ hard carbon ที่ผลิตจากลิกนินที่ยังสามารถนำมาพัฒนาเป็นแบตเตอรี่  ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ (ต้นไม้ประกอบด้วยลิกนิน 20–30% ทำหน้าที่เป็นตัวยึดเกาะให้ความแข็งแรงและทนต่อการเน่าเปื่อย และเป็นหนึ่งในแหล่งคาร์บอนหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุด) นับเป็นโมเดล circular economy ของแท้ เพราะปกติของเหลือทิ้งอย่างลิกนินมักถูกเผาเพื่อผลิตพลังงานเท่านั้น

10. Arkitekt Bolaget  สถาปัตยกรรมไม้ที่งดงามและเป็นมิตรต่อมนุษย์

บริษัท Arkitekt Bolaget เมือง Växjö บริษัทสถาปัตยกรรมชั้นนำในเมือง Växjö ประเทศสวีเดน ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี เป็นผู้นำด้านการออกแบบและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม้แบบครบวงจรที่เน้นเรื่องความงามและการเชื่อมสัมพันธ์ผสานระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ    

Johannes Debus สถาปนิก ได้นำเสนอมุมมองที่ต่างจากด้านเทคนิค โดยให้ความสำคัญกับ “ความงาม” และ “ประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร” 

เขาอธิบายว่าการใช้ไม้ในการก่อสร้างไม่ได้เป็นเพียงเรื่องวัสดุหรือเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของพื้นที่ที่มนุษย์ใช้ชีวิต ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น สะท้อนแสงนุ่มนวล มีกลิ่นธรรมชาติ และสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้ผู้คนผ่อนคลายกว่าวัสดุดั้งเดิม

โดยบริษัทพัฒนาโครงการอาคารไม้หลายรูปแบบ เช่น โครงสร้างหลังคาโค้งที่ใช้ CLT เพดานไม้ช่วยดูดซับเสียง พื้นที่รับประทานอาหารองค์กรที่ออกแบบเพื่อลดความตึงเครียด และองค์ประกอบภายนอกอาคารที่บำรุงรักษาง่าย สาระสำคัญคือแนวคิด “Build Beauty”  สร้างอาคารที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งาน แต่สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างมนุษย์กับพื้นที่อยู่อาศัย

11. Linnaeus University การพัฒนาบุคลากรผ่าน Wood Solution Academy

Staffan Schartner อาจารย์มหาวิทยาลัยจาก Linnaeus University ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีไม้ (Woodtech) และการก่อสร้างอาคารไม้ ได้นำเสนอแนวคิดจัดตั้ง Wood Solution Academy ร่วมกับ Eco-Innovation Foundation (EIF) และเครือข่ายพันธมิตรประเทศไทย เพื่อสร้างระบบการศึกษาด้านอุตสาหกรรมไม้ครบห่วงโซ่ ตั้งแต่การจัดการป่าไม้ เทคโนโลยีไม้ วิศวกรรมการก่อสร้าง การลงทุน ไปจนถึงเศรษฐศาสตร์ป่าไม้

แนวคิดสำคัญคือ หากไทยต้องการสร้างอุตสาหกรรมไม้ขนาดใหญ่ จำเป็นต้องพัฒนาความรู้และบุคลากรในทุกระดับ ตั้งแต่หลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท (MSc) ปริญญาเอก ไปจนถึง Executive MBA สำหรับผู้บริหารในภาคป่าไม้และอุตสาหกรรมไม้

🎥 ชมสรุปย้อนหลัง — TNIU FIKA: Recap The Wood Solution Thailand Forum 2026 (Leading Innovators Part 2 – Midstream–Downstream):

ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมีเทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนเป็นกลไกขับเคลื่อน

ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้สมัยใหม่ของภูมิภาค ด้วยฐานทรัพยากรที่แข็งแกร่งและโอกาสต่อยอดอีกมาก แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้น ต้องมองการพัฒนาทั้งระบบ ตั้งแต่การปลูกป่า การจัดการทรัพยากร การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน

โดยไทยสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของสวีเดนสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไม้อย่างครบวงจรและขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน


ติดต่อหน่วยงาน Leading Innovators ที่สนใจได้ที่
🔗Networking Request form:
https://forms.gle/Mg71hCz5op9L9SHVA
(ทาง TNIU จะช่วยทำการประสานต่อไป) 


ติดตามความเคลื่อนไหวของ The Wood Solution Thailand และโอกาสความร่วมมือด้านนวัตกรรมไทย–นอร์ดิกได้ที่
Facebook: www.facebook.com/TNIUThailandNordicInnovation/
Website: tniu-rte.org

Discover more from Welcome to TNIU

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading