🇸🇪🇹🇭เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2025, Dr. Liv Lundberg นักวิจัยอาวุโสจาก RISE, Research Institutes of Sweden ได้ร่วมบรรยายในงานประชุมกลุ่มย่อย #BECCS ประเทศไทยครั้งที่ 4 จัดโดย สวทช. / MTEC ภายใต้หัวข้อ “เทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ และความเสี่ยงของโครงการ BECCS (Bio-Energy with Carbon Capture and Storage) จากสวีเดน” โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 ท่าน ทั้งในระบบออนไลน์และในห้องประชุม ณ กรุงเทพฯ

🌟 สรุป Highlight ดังนี้:


- สวีเดนมีพื้นที่ป่ากว่า 75% ของประเทศ การผลิตพลังงานส่วนใหญ่ได้มาจากเชื้อเพลิงเศษไม้จากอุตสาหกรรมกระดาษโรงเลื่อยและชีวมวล
- ขณะเดียวกัน สวีเดนมีความมุ่งมั่น ตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2045 (โดยต้องลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้ 85% จากปี 1990)
- ถึงแม้จะมีป่าไม้มากมาย แต่กฎหมายของสวีเดนไม่ให้นำการดูดซับคาร์บอนจากป่า (Carbon sink) มาคำนวณในเป้าหมาย Net Zero นี้
- เทคโนโลยี BECCS (Bioenergy with Carbon Capture and Storage) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สวีเดนบรรลุเป้าหมาย โดยต้องดักจับคาร์บอนจากการเผาไหม้ชีวมวลให้ได้ 11 ล้านตันต่อปี
- ทั้งนี้ ความท้าทายของ BECCS คือ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องการการลงทุนสูง และต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล มีประโยชน์เพียงทางด้าน Climate
- จะทำอย่างไรที่จะ Unlock ระบบทางการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมนี้?

โมเดลทางการเงิน: การประมูลย้อนกลับ (Reverse Auction)

- ในปี 2021 สวีเดนเลือกใช้โมเดล Reverse Auction เพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี BECCS ระยะยาว
- โดยบริษัทที่เสนอราคาดักจับคาร์บอน/ตัน ต่ำที่สุดและสามารถดักจับคาร์บอนได้มากที่สุดจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
- นโยบายนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมงบประมาณและให้การสนับสนุนแก่บริษัทตามศักยภาพในการลดคาร์บอนที่แท้จริง
- โดยรัฐบาลสวีเดนได้จัดสรรงบประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการนี้ (ระยะเวลา 20 ปี)
- จำนวนเงินนี้ สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้เพียง 2 ล้านตัน/ปี แต่เป้าหมายที่ต้องการคือ 11 ล้านตัน/ปี
- ในการประมูลมี 6 บริษัท เข้าร่วม โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแหล่งอุตสาหกรรมไม้ กระดาษ และโรงเลื่อย
- มี 4 บริษัทได้ทำ BECCS ไว้อยู่แล้ว ได้แก่ Stockholm Exergi (รายใหญ่ที่สุด), Skellefteå Kraft, Öresundkrafts, และ Preem

- การประมูลเสร็จสิ้นในปี 2024 และจะประกาศผลในปี 2025 โดยโครงการ BECCS จะเริ่มต้นในปี 2028 ภายใต้ระยะเวลาสัญญา 15 ปี
- แม้โมเดลนี้จะมีประโยชน์ แต่ยังมีช่องโหว่ที่ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างบริษัทหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งคาร์บอนร่วมกัน
- ปัจจุบัน สวีเดนยังไม่มีแหล่งกักเก็บคาร์บอนเพราะ กฏหมายยังคงไม่อนุญาตให้มีการกักเก็บคาร์บอนในประเทศ (แต่มีแหล่งพื้นที่เหมาะสมอยู่บ้าง) ปัจจุบันต้องพึ่งพาความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เดนมาร์ก และ นอร์เวย์ (โครงการ Northern Lights)
- การวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่อาจไม่เพียงพ่อต่อการสร้างแรงจูงใจ ต้องพัฒนาโมเดลทางการเงินที่กระตุ้นการลงทุนระยะยาวเพิ่มเติม เช่น Voluntary Carbon Market หรือการแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศ (เช่น Article 6 ภายใต้ความตกลงปารีส) เป็นต้น

ขอบคุณ Dr. Liv Lundberg ที่แบ่งปันประสบการณ์และแนวทางในการพัฒนา BECCS จากสวีเดน ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนานโยบายและการลงทุนเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทย และขอบคุณ MTEC / สวทช. ที่ได้จัดการประชุมนี้ เพื่อสร้างความรู้และเปิดโอกาสในการหารือเรื่องสำคัญเกี่ยวกับ BECCS

สามารถรับชม Webinar ย้อนหลัง (เร็วๆ) นี้ได้ที่:
ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมไทย-นอร์ดิกสู่ความยั่งยืนผ่าน
TNIU Thailand and Nordic Countries Innovation Unit
#BECCS #Sustainability #ClimateAction #GreenFuture #CarbonCapture #Sweden #Innovation #RenewableEnergy
