☕️🌳TNIU​ Forest Friendly FIKA: “ชา-โกโก้-กาแฟ รักษ์ป่า รักโลก”

TNIU​ FIKA Episode 11 ตอน : Forest-Friendly FIKA Talk “ชา-โกโก้-กาแฟ รักษ์ป่า รักโลก” ครั้งนี้ เป็นโอกาสพิเศษที่ได้มาร่วมสนทนากันกับวิทยากรไทย-สวีเดน ณ คุ้มวงค์บุรี จังหวัดแพร่ ในบรรยากาศสบายๆ ภายใต้งานเสวนาสานพลังไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืนจังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 68 ชวนทุกท่านมาจิบ FIKA รับแรงบันดาลใจไปกับผู้ประกอบการไทย-สวีเดน ที่มุ่งมั่นพัฒนาแบรนด์จากเครื่องดื่มสู่เครื่องมือสร้าง Impact ให้กับทั้งระบบนิเวศ ผืนป่า เศรษฐกิจ และพัฒนาชุมชน ต่อยอดสู่คอนเซปต์การ “ปลูกไม้เปลี่ยนเมือง” ด้วยนวัตกรรมและระบบการจัดการ โดยสรุป Highlight ดังนี้ 

Highlights

(ภาพ : การบรรยาย TNIU FIKA ณ คุ้มวงค์บุรี จ.แพร่) 

☕️กาแฟแก้เผา : Arabasalt

▸นำเสนอโดย
คุณสุชาติ สมบูรณ์เถกิง ผู้ใหญ่บ้านน้ำพร้าว จ.แพร่ กรรมการป่าชุมชนจังหวัดแพร่

ในทุกปี จังหวัดแพร่ต้องเผชิญปัญหาไฟป่าและมลพิษ PM2.5 ที่ลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ ส่วนหนึ่งมาจากการเผาพืชไร่อย่างข้าวโพด ปัญหานี้ยืดเยื้อมานานจนดูเหมือนหาทางออกไม่ได้ แต่ที่ บ้านน้ำพร้าว ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย ชุมชนเล็ก ๆ ได้เริ่มต้นเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ นั่นคือ “ปลูกกาแฟแทนการเผา

กาแฟแก้เผา พิทักษ์ป่าแนวคิดนี้เกิดจาก คุณสุชาติ สมบูรณ์เถกิง ผู้ใหญ่บ้านน้ำพร้าว และกรรมการป่าชุมชนจังหวัดแพร่ ที่ริเริ่มโครงการ “กาแฟแก้เผา” โดยใช้กาแฟเป็นเครื่องมือหยุดไฟป่า โดยชาวบ้านแต่ละครอบครัวจะได้รับสิทธิ์ในการปลูกกาแฟอาราบิก้าใต้ร่มไม้ใหญ่ในป่าชุมชน กาแฟเติบโตไปพร้อมต้นไม้ และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว กาแฟทุกเมล็ดก็กลายเป็นรายได้ที่ย้อนกลับไปปกป้องผืนป่า

สิทธิ์ที่สืบทอดได้
สิทธิ์การปลูกกาแฟนี้ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสามารถตกทอดสู่รุ่นลูกหลานได้ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการป่าชุมชนอย่างโปร่งใส รายได้จากการขายกาแฟ 40% หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปใช้ในการจัดการไฟป่าและดูแลป่าอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า 

เทคโนโลยีกับการดูแลป่า
ชุมชนน้ำพร้าวยังใช้ระบบเก็บข้อมูลทางออนไลน์ เชื่อมกับข้อมูลดาวเทียม เพื่อตรวจสอบพิกัดพื้นที่การปลูกของแต่ละครอบครัว เป็นทั้งเครื่องมือการจัดการที่โปร่งใส และส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ด้านการบริหารจัดการป่าชุมชน    

จากหมู่บ้านเล็กสู่ 7 อำเภอในจังหวัดแพร่
น้ำพร้าวคือหมู่บ้านต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถจัดการไฟป่าได้จริง และมีการขยายไปสู่ อีก 7 อำเภอ ในจังหวัดแพร่ โดยแบ่งโมเดลการปลูกออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ

  1. Arabasalt: กาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในป่า สร้างสมดุลกับระบบนิเวศ
  2. Robusta: กาแฟโรบัสต้าที่ปลูกแทนเกษตรเชิงเดี่ยว (monocrop) และลดการเผาพืชไร่

โมเดลนี้ยังถูกต่อยอดเป็น แพ็กเกจเชื่อมโยงคาเฟ่กับการท่องเที่ยว ร้านใดที่ใช้กาแฟเครือข่าย จะได้รับการช่วยโปรโมทจากทีมงานจังหวัดแพร่ สร้างตลาดควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ป่า 

กาแฟจากภูเขาไฟล้านปี
ความพิเศษของ AraBasalt Coffee อยู่ที่ดินหินบะซอลต์ บ้านน้ำพร้าวตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาไฟเก่าที่ปะทุและเย็นตัวลงเมื่อหลายล้านปีก่อน ดินชนิดนี้อุดมด้วยแร่ธาตุ ทำให้กาแฟที่ปลูกมีรสเข้ม กลิ่นหอมเฉพาะตัว เป็น “กาแฟจากภูเขาไฟ” ที่หายากในประเทศไทย

รายได้สู่ชุมชนที่ยั่งยืน 
ในปีที่ผ่านมา เครือข่ายกาแฟแพร่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 18 ล้านบาท รายได้ไม่เพียงเข้าสู่ครอบครัวเกษตรกร แต่ยังหมุนเวียนกลับมาปกป้องป่า สร้างงานในชุมชน และต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

บ้านน้ำพร้าว ครั้งหนึ่งเคยถูกคุกคามจากเหมือง ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชีวิต นักท่องเที่ยวไม่เพียงได้ดื่มกาแฟจากดินภูเขาไฟ แต่ยังได้เรียนรู้วิธีที่คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน นี่คือพลังของกาแฟที่ปลุกความหวังให้กับป่า คืนอากาศบริสุทธิ์ให้ชุมชน และอนาคตของจังหวัดแพร่

ติดต่อได้ที่ : edsuchart@gmail.com
Facebook : https://www.facebook.com/AraBasalt 


🍫โกโก้ : กลุ่มโกโก้ BCG เพื่อความยั่งยืนจังหวัดแพร่

🎙️นำเสนอโดย
▸คุณธมนภัทร สมภาร (ผู้ใหญ่หน่อย) ประธานกลุ่มโกโก้แพร่ BCG เพื่อความยั่งยืน 
▸คุณธนภรณ์ อินต๊ะเสนา (เฟิร์น) เจ้าของร้าน โกโก้ไดอารี่  อ.เมือง จ.แพร่

การปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ต้องอาศัยเวลานับ 20-30 ปี จึงจะเก็บเกี่ยวได้ ระหว่างรอคอยนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องมีพืชที่สร้างรายได้เสริมควบคู่ไปด้วย และหนึ่งในพืชที่น่าจับตา คือ “โกโก้” พืชทางเลือกที่ปลูกได้จริง สร้างรายได้ และให้ผลเร็ว เสริมพลังความร่วมมือในชุมชน 

ข้อดีของการปลูกโกโก้ ใช้เวลาเพียงประมาณ 3 ปี หลังปลูกก็เริ่มให้ผลผลิต สามารถปลูกแทรกในพื้นที่ป่า หรือควบคู่ไปกับไม้ยืนต้นได้อย่างลงตัว ไม่เพียงเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ลดแรงกดดันจากการบุกรุกป่า อีกหนึ่งจุดแข็งคือ การแปรรูปโกโก้สามารถใช้แรงงานได้ทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทำให้เกิดการสร้างงาน และการสานต่อระหว่างรุ่น-ต่อ-รุ่น เมื่อพ่อแม่เริ่มต้นปลูก ลูกหลานเข้ามาพัฒนาเป็นธุรกิจต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เป็นการทำงานร่วมมือระหว่าง 2 Generations 

กลุ่มโกโก้แพร่ BCG เพื่อความยั่งยืน นำโดย คุณธมนภัทร สมภาร (ผู้ใหญ่หน่อย) ผู้ใหญ่บ้าน อ.วังชิ้น ได้ก่อตั้งแบรนด์โกโก้วังคำฟาร์ม (Wang Come Farm) เดินหน้าพัฒนาโมเดลพร้อมอบรมให้ความรู้ขยายเครือข่าย โดยร่วมผลักดันกับเครือข่ายแพร่มูฟ ให้โกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้ขยายสู่อำเภอ 8 อำเภอในจังหวัดและปัจจุบันมีสมาชิก 60 ราย รวมถึงคนรุ่นใหม่ให้สนใจร่วมปลูกโกโก้  ตัวอย่าง คุณธนภรณ์ อินต๊ะเสนา (คุณเฟิร์น) เจ้าของร้านโกโก้ไดอารี่ การ์เดน (Cocoa Diary Garden) ที่เมื่อ 5 ปีก่อน ได้รับที่ดินจากพ่อแม่มา เธอลองปลูกพืชหลายชนิด ทั้งข้าว ทุเรียน มะม่วง จนพบว่าโกโก้ตอบโจทย์ทั้งมิติเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด สามารถปลูกร่วมกับไม้สักหรือไม้ยืนต้นอื่น ๆ ได้ดี ได้มีการส่งไปทดสอบ Testing ส่งประกวดรับรองมาตรฐาน เพื่อยกระดับมูลค่าให้เข้าถึงตลาดคุณภาพสากล 

ตลาดโกโก้มีความหลากหลาย ตั้งแต่เมล็ดโกโก้สด การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในห้าง ไปจนถึงโกโก้คุณภาพสูงที่เข้าระบบการประมูล เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สร้างผลผลิตต่อเนื่องยาวนาน แตกต่างจากพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวหรือข้าวโพด ที่ต้องลงทุนซ้ำและทำลายหน้าดิน

ไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้น เหมาะอย่างยิ่งกับการปลูกโกโก้ในระบบวนเกษตร (Agroforestry) ใช้พื้นที่ไม่มาก และยังสร้างรายได้สูงในระยะยาว ปัจจุบันกลุ่มโกโก้แพร่ BCG เพื่อความยั่งยืน ยังต่อยอดสู่การผลิตแบบอินทรีย์ครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป ไปจนถึงนวัตกรรมด้านอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม

ในขณะที่ ราคาตลาดโลกของโกโก้ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง CNBC รายงานว่าเพียง 3 ปี ราคาปรับตัวเพิ่มกว่า 230% ในขณะที่ประเทศไทยยังผลิตได้ไม่ถึง 10% ของที่ต้องใช้ ที่เหลือต้องนำเข้าจากต่างประเทศโดยมูลค่าการนำเข้าในปี 2023 อยู่ที่ราว 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

“ปลูกโกโก้เปลี่ยนเมือง” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพืชเศรษฐกิจใหม่ แต่คือโอกาสการแนวทางสร้างสมดุลระหว่างป่าและรายได้ เป้าหมายคือการผลักดันให้จังหวัดแพร่และไทยกลายเป็นศูนย์กลางโกโก้ สร้างรายได้ให้ชุมชน และความยั่งยืนให้กับผืนป่าเศรษฐกิจต่อไป

ติดต่อได้ที่ Facebook: Wang Come Farm และ Cocoa Diary Garden


🍵ชา : Monsoon Tea Company (Forest Friendly Tea)

▸นำเสนอโดย
ดร. อันเดอร์ส แองวัลล์ (Anders Engvall) ผู้จัดการบริษัท Monsoon Tea

โมเดลธุรกิจ ชา = ป่า + ชุมชน + นวัตกรรม

เมื่อ 13 ปีก่อน ท่ามกลางขุนเขาเชียงใหม่ ได้เกิดธุรกิจเล็กๆ ที่ตั้งใจจะ “ทำมากกว่าแค่ขายชา” แต่ให้ชาเป็น “เครื่องมือ” เพื่อเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ ตลาด และ ผู้คน ก่อตั้งโดย คุณ Kenneth Rimdahl ชาวสวีเดนผู้หลงใหลในชา จนกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการจดจัดตั้งบริษัทชาในไทย เพื่ออนุรักษ์ป่า ความหลากหลายทางชีวิภาพ และพัฒนาชุมชน

ชุบชีวิตเพื่อยั่งยืน

1.ชุบชีวิต “ป่า”
“ชาเมี่ยง” อยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยมาโบราณ งานวิจัยในหนังสือ “The Tale of Tea” ระบุว่าบนแถบภาคเหนือของไทยเป็นถิ่นกำเนิดของชาแรกของโลก เพียงแต่ผู้คนสมัยก่อนนิยม “เคี้ยวชาใบแก่” ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป คนกินเมี่ยงลดลง พื้นที่ป่าปลูกชาก็ถูกทอดทิ้งเสื่อมโทรม บริษัท Monsoon Tea จึงเข้ามาช่วยชุมชนพัฒนาจากการปลูกชาเมี่ยง มาผลิต “ชาเพื่อดื่ม” เพื่อยกระดับมูลค่าต่อยอดจนเข้าสู่ตลาดสากล ข้อดีทำให้ขายได้ในราคาดี และให้รายได้ชุมชน โดยปัจจุบันมีร้านทั้งหมด 7 แห่งทั้งเชียงใหม่และ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ก็ยังไม่ทอดทิ้งชาเมี่ยง คุณ Kenneth ได้กลับมาชุบชีวิตรากเหง้าวัฒนธรรมการกินชาเมี่ยงให้เป็นที่รู้จักในสังคมปัจจุบันมากขึ้นเช่นกันผ่านเมนูในร้านชา

2.ชุบชีวิต “โรงงานชา”
โรงงานชาในชุมชนเดิมที่มีอยู่ ณ จ.เชียงใหม่ เคยปิดตัวลงเพราะไม่มีตลาดเพียงพอ เมื่อ Monsoon Tea เข้ามาสร้างความต้องการใหม่ โรงงานก็กลับมาเปิดได้อีกครั้ง คนที่เคยย้ายออกไปหางานก็กลับมาทำงานใกล้บ้านและครอบครัว ได้รับการฟื้นฟูโดยความรู้และการเชื่อมโยงตลาดจาก Monsoon ปัจจุบันมีโรงงานชาในชุมชนเชียงใหม่ถึง 2 แห่งที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ต่อยอดสู่นวัตกรรม
Monsoon Tea
ไม่ได้หยุดแค่การขายชา แต่สร้างระบบและนวัตกรรมใหม่เพื่อวัด “ผลลัพธ์จริง” ของการรักษาป่า เมื่อเร็วๆ นี้ Monsoon Tea ได้เปิดตัวโครงการ “The World’s First AI-Powered Tea Traceability Project” ที่ได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาจาก GSMA Innovation Fund และ SIDA ประกอบได้ด้วยนวัตกรรม ดังนี้

1.Application & Traceability System : ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของชาได้ว่ามาจากป่าไหน โดยสามารถดูข้อมูลได้ที่ Application

2.Sensor & AI นวัตกรรมประเมิณค่าความหลากหลายทางชีวภาพด้วยพลังของ AI พัฒนาร่วมกับ Asian Institute of Technology (AIT) โดยใช้ตัวเซนเซอร์ (พลังงานโซลาร์) บันทึกเสียงนกและแมลงในป่าปลูกชา และให้ AI ที่ผ่านการฝึกอบรมจากนักวิจัย ทำหน้าที่วิเคราะห์ช่วยแยกจำแนกสปีชีส์ต่างๆ อย่างแม่นยำ 

ข้อมูลที่ได้ จะถูกนำไปจัดแบ่งโซนตามคะแนนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยแบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้

A – สูง – พื้นที่อนุรักษ์ไว้ (Preserving nature)
B – กลาง – พื้นที่ธรรมชาติกำลังพัฒนา (Improving nature) 
C – ต่ำ – พื้นที่ต้องพิจารณาการฟื้นฟูมากขึ้น (Restoring nature)

มาตรวัดนี้ ชื่อ“Rimdahl scale” เป็นนามสกุลของคุณ Kenneth Rimdahl ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ทำให้ผู้ดื่มได้เปิดโสติเห็นสภาพความเป็นจริงของแหล่งที่มาชาในถ้วย โดยหลังจากได้ข้อมูลมีการจัดทำ Monsoon Map เก็บพิกัดทำแผนที่ให้คะแนนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทำงานร่วมกับครูและชุมชน สร้างอีกมิติอาชีพใหม่จากการช่วยติดตั้งเครื่องมือและฝึกอบรมรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้เพื่อต่อยอดให้ยั่งยืน ได้มีการใช้ระบบ “Biodiversity Bonus เกษตรกรที่สามารถดูแลป่าในระดับสมบูรณ์ตลอดปี จะได้รับค่าตอบแทน “Biodiversity Bonus” แต่หากใครทำลาย/เผาป่า หมดสิทธิ์รับโบนัส แต่จะได้รับการอบรมความรู้ต่อไป

เงินโบนัสนี้ไม่ได้มาจากรัฐหรือทุนภายนอก แต่มาจากผู้บริโภคที่ซื้อชา ที่ช่วยขับเคลื่อน Payment for Ecosystem Services (PES) ส่วนหนึ่งถูกแบ่งคืนให้กับเกษตรกร เป็นการสร้างวงจรธุรกิจที่ “ธรรมชาติและคนได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน” คุณ Anders เล่าว่า บางหมู่บ้าน พอรู้ข่าวโครงการฯ ต่างบอก “ทำไมไม่ชวน~ ขอเข้าร่วมด้วย” เพิ่มความต้องการให้คนอยากมาร่วมกันรักษาป่าต่อไป  

ประโยชน์ที่งอกงามจากธุรกิจ Monsoon
1. ผลดีต่อชุมชน:
ได้รับโอกาส วิถีชีวิต ได้รับโอกาสมีรายได้ ไม่ต้องย้ายถิ่น เลี้ยงครอบครัว
2. ช่วยชุมชนเข้าถึงตลาด: Monsoon เป็นตัวเชื่อม ทำให้มีการเข้าถึงตลาดประเทศ ถ้าไม่มีผู้ประกอบการก็เข้าถึงตลาดยาก 
3. เชื่อมตลาดและรักษาในขณะเดียวกัน: ประเทศไทยมีคนดูแลป่าอยู่แล้ว บริษัทช่วยดูแลคนที่ดูแลป่า

หากใครรู้จักชุมชนที่ยังคงปลูกเมี่ยงหรือมีต้นชาดั้งเดิมอยู่ ทาง Monsoon Tea ยินดีที่จะขยายเครือข่ายเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : คลิก

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม TNIU​ FIKA EP.11 : Forest Friendly Fika ชา-โกโก้-กาแฟ รักษ์ป่า รักโลก สามารถติดตาม Episode ต่อไปและอัพเดทข่าวสารนวัตกรรมไทย-นอร์ดิก สู่ความยั่งยืนได้ที่
Facebook : TNIU Thailand and Nordic Countries Innovation Unit 

เกี่ยวกับงานเสวนาสานพลังไทย-สวีเดน สู่เมืองไม้ยั่งยืน จ.แพร่:
https://tniu-rte.org/2025/08/22/sdf2025-jumpstartwoodcity-phrae/ 

Discover more from Welcome to TNIU

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading