เส้นทางสู่พลังงานลม พลังงานสะอาดที่ทรงพลังของเดนมาร์ก

ในโลกที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หนึ่งในตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุด คือ “เดนมาร์ก” ประเทศเล็ก ๆ ที่พิสูจน์ว่าพลังงานลมไม่ใช่แค่ “พลังงานทางเลือก” แต่คือ “พลังงานหลัก” ที่สร้างเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงในอนาคต


เส้นทางสู่พลังงานลมของเดนมาร์กเริ่มต้นจากกังหันลมเล็ก ๆ สู่อุตสาหกรรมมูลค่าหลายแสนล้าน และในบทความเส้นทางพลังงานลมของเดนมาร์กนี้จะแบ่งเป็น 2 ซีรีย์และนี่คือซีรีย์แรกที่ชวนให้ผู้อ่านติดตาม

จากจุดเริ่มต้นสู่จักรวาลพลังงานสะอาด

พลังงานลมเป็นรากฐานสำคัญของระบบพลังงานที่ยั่งยืนของเดนมาร์ก เดนมาร์กบุกเบิกอุตสาหกรรมพลังงานลมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนปัจจุบันมีบริษัทในห่วงโซ่อุปทานกว่า 500 แห่ง ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องทำให้เดนมาร์กเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด มีระบบนิเวศอุตสาหกรรมพลังงานลมครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยพัฒนา การผลิต การติดตั้ง และการบำรุงรักษา ปัจจุบัน พลังงานลมผลิตไฟฟ้าให้ประเทศได้เกินครึ่ง สะท้อนถึงความสำเร็จในการใช้งานจริงในระดับชาติ

การพัฒนาโครงการพลังงานลมทะเลในเดนมาร์ก ปี พ.ศ. 2534 – 2567

เดนมาร์กกับการขับเคลื่อนนโยบายสภาพภูมิอากาศ

ในการเลือกตั้งทั่วไปของเดนมาร์กเมื่อปี พ.ศ. 2562 ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง เมื่อประชาชนเดนมาร์กยกประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นมาเป็นวาระหลักของสังคม รัฐบาลที่ได้รับเลือกจึงต้องผ่านกฎหมายในสภาโดยมีการออกพระราชบัญญัติภูมิอากาศ (Climate Act) ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 70 ภายในปี พ.ศ. 2573 เทียบกับระดับปี พ.ศ. 2533 และการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2588 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมถึงห้าปี

เดนมาร์กไม่ได้ตั้งเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ได้ออกแบบกลไกเชิงนโยบายที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ รัฐบาลได้จัดตั้ง “หุ้นส่วนภูมิอากาศ” (Climate Partnerships) จำนวน 14 กลุ่ม ครอบคลุมภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ เช่น พลังงาน อุตสาหกรรม ขนส่ง และเกษตรกรรม โดยให้แต่ละกลุ่มเสนอแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนที่สามารถดำเนินการได้จริง ทั้งนี้ยังมีการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และไฮโดรเจนสีเขียว รวมถึงการกำหนดให้ร่างกฎหมายใหม่ทุกฉบับต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านคาร์บอน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนโยบายสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

แม้เดนมาร์กจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกเพียงร้อยละ 0.1 แต่ประเทศนี้เลือกที่จะเป็นผู้นำเชิงแบบอย่างในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยแนวทางที่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

การบูรณาการโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

การบูรณาการโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นและพัฒนาอย่างดี เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เดนมาร์กขยายขนาดพลังงานลมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบนี้ช่วยปรับสมดุลการผลิตพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูงและรักษาความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าไว้ได้ที่ ร้อยละ 99.99 ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับประเทศอื่นๆ ที่ต้องการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของตน

กรณีศึกษา Viking Link (Energinet, National Grid, NKT)

โครงการ Viking Link คือการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างเดนมาร์กและสหราชอาณาจักร ผ่านสายเคเบิลไฟฟ้าแรงสูงกระแสตรง (HVDC) ใต้น้ำ ความยาว 765 กิโลเมตร รองรับกำลังไฟฟ้าได้ถึง 1,400 เมกะวัตต์ พัฒนาโดย Energinet และ National Grid ซึ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปลายปี พ.ศ. 2566

Viking Link ช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถส่งต่อพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินระหว่างกัน เช่น เมื่อเดนมาร์กผลิตไฟฟ้าจากลมได้เกินความต้องการ ก็สามารถส่งให้สหราชอาณาจักรใช้ และในทางกลับกัน ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนการบูรณาการพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบมากขึ้น

โครงการนี้สามารถจ่ายไฟให้บ้านเรือนได้ถึง 1.4 ล้านหลังคาเรือน และมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นก้าวสำคัญของยุโรปในการสร้างระบบพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในอนาคต

พลังงานลมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมพลังงานลมของเดนมาร์กมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างเห็นได้ชัด ในปี พ.ศ. 2566 สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลม คิดเป็นสัดส่วนที่โดดเด่นถึงร้อยละ 12 ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมนี้ยังมีการจ้างงานโดยตรงประมาณ 33,500 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2 ของการจ้างงานเต็มเวลาทั้งหมดในภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมของชาติและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคส่วนนี้

ความร่วมมือระหว่างประเทศ การขยายกำลังการผลิตพลังงานลม

เดนมาร์กยังมีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขยายกำลังการผลิตพลังงานลม ส่งเสริมการเชื่อมต่อข้ามพรมแดน และยกระดับความมั่นคงด้านพลังงาน ความมุ่งมั่นจากภาครัฐและภาคการเมืองยังแสดงถึงความตั้งใจที่จะขยายพลังงานลมในทะเลและสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับอนาคต

กรณีศึกษา ความร่วมมือระหว่างเดนมาร์กและเกาหลีใต้

ด้วยศักยภาพชายฝั่งยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร เกาหลีใต้จึงมองว่าพลังงานลมนอกชายฝั่งคือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยได้ร่วมมือกับเดนมาร์กภายใต้โครงการ Energy Governance Partnership ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เพื่อถ่ายทอดความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการพัฒนาโครงการพลังงานลม

ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการเร่งกระบวนการอนุมัติและแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ซึ่งเดิมมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ปัจจุบันรัฐบาลเกาหลีใต้กำลังผลักดันร่างกฎหมายพิเศษ เพื่อรวมศูนย์การอนุญาตโครงการพลังงานลมไว้ภายใต้หน่วยงานเดียว

ในด้านการส่งเสริมการลงทุน เกาหลีใต้ได้พัฒนาแผนประมูลพลังงานลมนอกชายฝั่ง โดยในปี พ.ศ. 2567 ได้ประกาศเปิดประมูลกำลังผลิตรวม 8 กิกะวัตต์ภายในปี พ.ศ. 2569 แบ่งเป็นโครงการกังหันลมแบบติดตั้งกับพื้นทะเล และกังหันลมลอยน้ำ เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความเสี่ยงให้กับผู้พัฒนาโครงการในอนาคต

One-Stop-Shop ระบบอนุมัติพลังงานลมนอกชายฝั่ง

เพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาโครงการลมนอกชายฝั่ง เดนมาร์กได้จัดตั้งระบบ One-Stop-Shop ภายใต้การดูแลของสำนักงานพลังงานเดนมาร์ก (Danish Energy Agency) ให้เป็นจุดติดต่อเดียวสำหรับนักลงทุนตลอดกระบวนการขอใบอนุญาต

โดยกฎหมายกำหนดให้สำนักงานพลังงานเดนมาร์กเป็นผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านความปลอดภัยทางทะเล ระบบเรดาร์ และการชดเชยรายได้ของชาวประมง เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาออกเป็นใบอนุญาตรวมฉบับเดียว ช่วยลดความซ้ำซ้อน และลดความเสี่ยงด้านการลงทุน

บทสรุปซีรีย์แรก

เดนมาร์กเป็นผู้นำโลกด้านพลังงานลมอย่างแท้จริง โดยได้เปลี่ยนพลังงานลมจากตัวเลือกเสริมสู่พลังงานหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมความมั่นคงของประเทศ ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องยาวนานได้สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมพลังงานลมที่แข็งแกร่งและครบวงจร ทำให้ปัจจุบันผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้เกินครึ่งของความต้องการใช้

กฎหมายที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นแรงผลักดันสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นซึ่งรองรับพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการ Viking Link เป็นตัวอย่างเด่นของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

อุตสาหกรรมพลังงานลมมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเดนมาร์ก สร้างรายได้จากการส่งออกและการจ้างงานจำนวนมาก นอกจากนี้ เดนมาร์กยังร่วมมือกับนานาชาติเพื่อแบ่งปันความรู้และส่งเสริมการพัฒนาพลังงานลมทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาระบบอนุมัติโครงการที่มีประสิทธิภาพ

เรื่องราวความสำเร็จของพลังงานลมในเดนมาร์กยังคงดำเนินต่อไป ในซีรีย์หน้า เราจะพาผู้อ่านไปสำรวจการพัฒนาเทคโนโลยีและรวมถึงนวัตกรรมแห่งอนาคตของพลังงานลมในเดนมาร์ก

แหล่งที่มา

https://issuu.com/stateofgreen/docs/wind_energy_-_powering_the_future


ขอบคุณบทความโดย : TNIU Denmark / สอท. กรุงโคเปนเฮเกน


Discover more from Welcome to TNIU

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading