Key Takeaway จาก TNIU Fika Talk EP.6 “ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) พร้อมแรงบันดาลใจจากการเยือนเดนมาร์กของสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS)”

ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขับเคลื่อนธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวทาง Low-carbon Economy ไม่เพียงเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวอีกด้วย
ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 (ค.ศ. 2065) แต่เส้นทางนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งคิดเป็น 80% ของการจ้างงานในประเทศ บทความนี้จะพาไปสำรวจ Key Takeaway จาก TNIU Fika Talk EP.6 “ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ Low-carbon Economy พร้อมแรงบันดาลใจจากการเยือนเดนมาร์ก” ที่จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ร่วมกับ Thailand and Nordics Countries Innovation Unit (TNIU) ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศ.ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) และ ดร. ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา รองผู้อำนวยการ CBiS เป็นวิทยากร และร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้
บทบาทสำคัญของ CBiS ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Low-carbon Economy
CBiS มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ คำปรึกษา และเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้หลักวิศวกรรมที่ทันสมัย พร้อมยังส่งเสริมการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกและไทย

รายงานข้อมูลปี 2562 (ค.ศ. 2019) ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) มากที่สุดในโลก ได้แก่
- จีน ปล่อย GHG ปริมาณ 12,705.09 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq)
- สหรัฐอเมริกา ปล่อย GHG ปริมาณ 6,001.21 MtCO₂eq
- อินเดีย ปล่อย GHG ปริมาณ 3,394.87 MtCO₂eq
- รัสเซีย ปล่อย GHG ปริมาณ 2,476.84 MtCO₂eq
- ญี่ปุ่น ปล่อย GHG ปริมาณ 1,166.51 MtCO₂eq
ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก ในแง่ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการปล่อยก๊าซสุทธิที่ 280.73 MtCO₂eq ซึ่งคิดเป็น 0.74% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก โดยภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยหลัก คิดเป็น 70% ของการปล่อยทั้งหมด รองลงมาคือภาคเกษตรกรรม 15.2% กระบวนการอุตสาหกรรม 10.3% และของเสีย 4.5%
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีบทบาทในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกผ่านภาค การใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ (LULUCF) ซึ่งสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง -91,988.52 GgCO₂eq ช่วยลดผลกระทบโดยรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1% ของทั้งหมดของโลก แต่ในช่วงหนึ่งประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก ปัจจุบันความเสี่ยงได้ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 30 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเราเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างเศรษฐกิจที่มีคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Thailand Economy) ซึ่งสามารถช่วยประเทศได้สองประการ คือ 1) ทำให้เราได้รับการยอมรับและอาจช่วยดึงดูดนักลงทุนด้านพลังงานสีเขียวใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ และ 2) ช่วยลดความเสี่ยงที่เคยอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการจริงจังในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 (ค.ศ. 2015) และยังคงมุ่งมั่นจนถึงปัจจุบัน
แผนลดก๊าซเรือนกระจกของไทย (NDC) และแนวทางสู่การลดคาร์บอน

ประเทศไทยให้คำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Nationally Determined Contribution (NDC) เพื่อร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก ภายใต้กรอบข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)
หากไม่มีการดำเนินมาตรการใด ๆ เลย ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณถึง 555 MtCO₂eq ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) อย่างไรก็ตาม ตามแผน NDC ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซลง 30-40% จากระดับปกติ หรือราว 222 MtCO₂eq
แนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การดำเนินการภายในประเทศ – สามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้ 167 MtCO₂eq ผ่านการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรม
- ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ – หากได้รับการสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากประเทศผู้นำด้าน Green Transition เช่น กลุ่มประเทศนอร์ดิก ไทยจะสามารถลดเพิ่มได้อีก 55 MtCO₂eq
4 ภาคส่วนความร่วมมือในการขับเคลื่อนสู่ Low-carbon Future
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานระหว่างประเทศ รัฐบาล ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชนทั่วไป
ความร่วมมือระดับโลก องค์การระหว่างประเทศ เช่น UNFCCC, IPCC และข้อตกลงปารีส เป็นผู้กำหนดแนวทางให้ทุกประเทศร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
บทบาทของรัฐบาลและนโยบายระดับประเทศ หลายประเทศแสดงความมุ่งมั่นสู่คาร์บอนเป็นศูนย์ ผ่านการกำหนด Nationally Determined Contribution (NDC) และการออกกฎหมาย เช่น Climate Change Act เพื่อกำกับดูแลมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
พลังของประชาชนและชุมชน โครงการสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและแนวคิด Low Carbon Society เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง CBiS มีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านการพัฒนางานวิจัย การจัดกิจกรรมให้ความรู้ และการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายเพื่อขยายผลการลดคาร์บอนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ภาคธุรกิจ เริ่มนำแนวทาง Decarbonization Pathway มาปรับใช้ โดยกำหนดเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์และกลยุทธ์ธุรกิจที่ยั่งยืน CBiS เข้ามามีบทบาทสำคัญในส่วนนี้โดยให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจ ช่วยออกแบบแผนการลดคาร์บอน สนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ความท้าทายของการขับเคลื่อน Low-carbon Economy ในประเทศไทย
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทาย 4 ด้านหลัก ได้แก่:
- Carbon Footprint ของ SMEs – ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กยังขาดแนวทางและทรัพยากรในการลดคาร์บอน
- Climate Technology & Innovation – การพัฒนาและเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศยังค่อนข้างจำกัด
- Adaptation to Climate Risk – ภาคธุรกิจยังขาดมาตรการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
- Green & Climate Finance – การเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการลดคาร์บอนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ
สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน SMEs ในการเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ โดยมุ่งเน้นที่ การเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity Building) โดยจัดทำหลักสูตรและการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการคาร์บอนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการ SMEs
โครงการปัจจุบันของ CBiS ที่ช่วยสนับสนุน Low-carbon economy
CBiS ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมการลดคาร์บอนและพัฒนาศักยภาพภาคธุรกิจ ที่เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจไทยในการก้าวสู่ความยั่งยืน
- โครงการ Net Zero CEO Leadership Program ช่วยให้ผู้บริหารได้รับกลยุทธ์ที่ทันสมัยในการนำองค์กรไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน
- CBiS สนับสนุนองค์กรในการวัดและลดการปล่อยคาร์บอนผ่านโครงการ Carbon Footprint for Organization (CFO) ซึ่งมุ่งเน้นให้แน่ใจว่าองค์กรต่างๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนที่ใช้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน
- CBiS ร่วมกับจุฬาฯ สร้าง Green Future ผ่านโครงการ Platform of Innovative Engineering for Sustainability (PIES) และ Learn-Do-Share (LDS) ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมการเรียนรู้และแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการลดคาร์บอนในระดับบุคคลและองค์กร
- ร่วมมือกับ ADB และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการนำ Thailand Taxonomy Phase II มาสร้างระบบการจำแนกประเภทการจัดการขยะอย่างยั่งยืนในประเทศ
โครงการ Capacity Building for DCCE CBiS เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ การบรรเทาผลกระทบ และการปรับตัว เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทั้งในระดับชาติและระดับโลก
แรงบันดาลใจจากการเยือนเดนมาร์กและความร่วมมือในอนาคต
คณะผู้บริหารจากหลักสูตร “NET ZERO CEO Leadership Program” ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเรียนรู้และเห็นตัวอย่างจริงของการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ในหลายมิติ คณะได้เยี่ยมชม State of Green องค์กรความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ของเดนมาร์ก ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมโซลูชันพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันความรู้ นวัตกรรม และประสบการณ์ในการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานสีเขียว คณะฯยังได้ศึกษาดูงานที่ Technical University of Denmark (DTU) ซึ่งวิจัยเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และ Novonesi บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่พัฒนาโซลูชันช่วยลดการปล่อย CO₂
การศึกษาดูงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเดนมาร์ก ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมธุรกิจไทยในการปรับตัวเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
TNIU Fika Talk EP.6 ได้เปิดเวทีขนาดย่อมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Low-carbon Economy อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ
ผู้ที่สนใจสามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่
ขอบคุณบทความโดย : TNIU Denmark / สอท. กรุงโคเปนเฮเกน
เรียบเรียงเนื้อหาโดย : TNIU



