Overview

Key rankings

  •  อันดับ 1 IMD Competitiveness Ranking 2023
  • อันดับ 1 best-performing digital government ของโลก (un e-government survey 2022)
  • อันดับ 2 OECD Digital Government Index 2023
  • อันดับ 3 Global Innovation Index 2023
  • อันดับ 4 Climate Change Performance Index (CCPI) 2024 (ไม่มีประเทศใดถูกจัดอันดับ 1 – 3)
  • อันดับ 4 ขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของโลก (World digital competitiveness ranking 2023)
  • อันดับ 1 Most Innovative Country ของยุโรปในรายงาน European Innovation Scoreboard 2023 ของ European Commission โดยเดนมาร์กได้รับคะแนนสูงสุดในหมวดทรัพยากรมนุษย์ (highly-skilled and educated workforce) และปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อนวัตกรรม

Visions & Goals

  • ค.ศ. 2030 : บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 70 (เมื่อเทียบกับปี 1990)
  • ค.ศ. 2050 : ยุติการผลิตน้ำมันและก๊าซในทะเลเหนือ และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Climate Neutrality)

Key industries

  • เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านดิจิทัล / ควอนตัม
  • เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม / การรับมือกับ climate change 
  • เทคโนโลยีพลังงานทดแทน / green transitions
  • เทคโนโลยีด้านอาหารและการเกษตร

การพัฒนาด้านดิจิทัลของเดนมาร์ก ได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และการดำเนินงานอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของบริการภาครัฐทั้งหมดโดยมี Agency for Digital Government เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของเดนมาร์กประสบความสำเร็จ มีการพัฒนาบูรณาการ AI ระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่านน AI “Regulatory Sand Box” จากนี้มีการเน้นความมั่นคงทางไซเบอร์และเทคโนโลยีในการเตือนภัย เพื่อซักซ้อมเหตุด่วนของประเทศ

อ่านบทความต่อได้ที่


E-Health

1. MedCom messages 
การแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพทางดิจิทัล ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 2537 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานสื่อสารสำหรับข้อความทั่วไประหว่างโรงพยาบาลของรัฐและแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป รวมถึงบริษัทเอกชนที่เชื่อมโยงกับภาคสาธารณสุข เช่น ร้านขายยา เป็นต้น โดยข้อความที่ใช้ในการสื่อสารส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วย discharge letters) ใบส่งตัว (referrals) ใบสั่งการเข้าห้องตรวจหาเชื้อ/ปฏิบัติการต่างๆ (lab test orders) ใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ (e-prescriptions) และเงินชดเชยจากแผนประกันสุขภาพ (public health insurance) ทั้งนี้ ในกรณีที่ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลหรือส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ที่รับช่วงต่อจะสามารถเช็คประวัติคนไข้ได้จากหมายเลขประจำตัวโดยที่ไม่ต้องรอเอกสารใด


2. Sundhed.dk 
ระบบพอร์ทัลอย่างเป็นทางการสำหรับบริการด้านสาธารณสุขของเดนมาร์กที่ประชาชน ผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพในระบบสาธารณสุขได้ โดยผู้ป่วยสามารถเข้าถึงประวัติการเจ็บป่วยส่วนบุคคลเกี่ยวกับการรักษา บันทึกเวชระเบียนของโรงพยาบาล ข้อมูลการจ่ายยา ข้อมูลการไปพบแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาการรอคอยการรักษาของแต่ละโรงพยาบาลของรัฐและหน่วยงานที่บริการด้านสาธารณสุข รวมถึงการให้คะแนนของแต่ละโรงพยาบาลในแง่คุณภาพและการให้บริการจากผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ การจัดทำเครือข่ายผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้พูดคุยเกี่ยวกับโรคของตนเองและการรักษากับผู้ป่วยรายอื่นที่มีการวินิจฉัยคล้ายคลึงกันโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และการเข้าถึงคู่มือผู้ป่วย (handbook for patients) ประกอบด้วยบทความจำนวนกว่า 3,000 บทความที่มีข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา


3. แอพพลิเคชั่น MIN LÆGE (my doctor) 
ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างสะดวก โดยใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวในการติดต่อแพทย์ส่วนตัว รวมถึงการทำ video consultation และการปรึกษาทางอีเมลกับแพทย์ส่วนตัวได้


4. แอพพลิเคชั่น Medicinkort (medicine) 
รวบรวมข้อมูลการใช้ยาทั้งหมด อัพเดทสถานะของใบสั่งยาที่แพทย์ออกให้


  • Medicon Valley เป็นความร่วมมือระหว่างเดนมาร์กกับสวีเดนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 ตั้งอยู่ในพื้นที่โคเปนเฮเกนทางตะวันออกของเดนมาร์กและทางตอนใต้สุดของสวีเดน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งมีระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ Life Sciences เป็นแหล่งรวมความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยด้านชีววิทยาศาสตร์ระดับโลกและมีโครงสร้างพื้นฐานในการทำการวิจัยจำนวนมาก

อ่านบทความต่อได้ที่


Circular Economy Solutions

1.Industrial Symbiosis ในเดนมาร์กนับเป็นต้นแบบที่เก่าแก่ที่สุดสำหรับการเติบโตในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและถือเป็นวิธีการใช้วัสดุที่หายากอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โครงการ “Sustainable Synergies” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Port of Aalborg, Aalborg University และกลุ่มพลังงาน House of Energy ทำให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนในการผลิต ในปัจจุบันมีบริษัทจำนวนกว่า 25 แห่ง ได้แลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่เหลือใช้ซึ่งกันและกัน เช่น น้ำ พลังงาน และวัตถุดิบอื่น ๆ 

อ่านบทความต่อได้ที่

2.การดำเนินโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนของ GreenLab เมือง Skive

สวนอุตสาหกรรมสีเขียวพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐเและเอกชนและเทศบาลเมือง Skive เพื่อเป็นเขตทดลองในการผลิตและจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับบริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของ GreenLab ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ได้ 84 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ 60 เฮคตาร์ ผ่านทางการเชื่อมต่อโดยตรง ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวน 7 บริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่และสามารถแบ่งปันพลังงานและทรัพยากรส่วนเกินซึ่งกันและกันผ่านระบบ SymbiosisNet ซึ่งเป็นเครือข่ายอัจฉริยะด้านข้อมูลพลังงาน โดย GreenLab Skive เป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญและสามารถนำแนวคิดมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

3. ระบบการรีไซเคิลกระป๋องและขวดเครื่องดื่ม

ในปี 2564 เดนมาร์กมีอัตราการส่งคืนบรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้งประมาณร้อยละ 93 และมีการรีไซเคิลกระป๋องและขวดจำนวนกว่า 1.9 พันล้านชิ้นให้นำกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากเดนมาร์กได้กำหนดให้มีระบบการจ่ายเงินมัดจำค่าขวดและกระป๋องซึ่งผู้บริโภคสามารถนำกระป๋องและขวดที่จ่ายเงินมัดจำไปคืนที่ตู้รับคืนบรรจุภัณฑ์ขององค์กร Dansk Retursystem ที่ตั้งอยู่ในซุปเปอร์มาร์เกตและร้านขายของชำทั่วประเทศ 
อ่านบทความต่อได้ที่


อุตสาหกรรมก่อสร้างมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นร้อยละ 39 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการออกแบบและก่อสร้างในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งหนึ่งในวิธีการคือ การรีไซเคิลหรือการนำวัสดุก่อสร้างกลับมาใช้ใหม่ ตัวอย่าง โครงการ The Circle House ที่ออกแบบโดยบริษัท 3XN Architects ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง Aarhus ซึ่งคาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2566 บริษัทฯ ได้ออกแบบพิมพ์เขียวสำหรับการก่อสร้างอาคารหมุนเวียน (circular construction) โดยร้อยละ 90 ของวัสดุก่อสร้างสามารถรื้อถอนและนำกลับมาใช้ใหม่ หรือขายต่อได้โดยไม่เสียมูลค่า โครงการดังกล่าวนอกจากจะใช้คอนกรีตและซีเมนต์เป็นวัสดุก่อสร้างหลักแล้ว ยังมีการเลือกใช้วัสดุทางเลือกอื่น ๆ เพื่อทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกซ์ไซด์ให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การนำไม้ก๊อกและหนังสือพิมพ์เก่ามาใช้สำหรับทางเลือกอื่น ๆ เพื่อทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกซ์ไซด์ให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การนำไม้ก๊อกและหนังสือพิมพ์เก่ามาใช้สำหรับบริเวณด้านหน้าของอาคาร การนำหญ้าทะเลและเมล็ดข้าว Granules มาใช้เป็นฉนวนความร้อน และการนำยางรถยนต์เก่ามาใช้เป็นแผ่นรองพื้นห้อง เป็นต้น โดยเมื่อโครงการดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จจะกลายเป็นโครงการแห่งแรกของโลกที่สร้างขึ้นตามหลักของ Circular Economy  และคาดว่าจะทำให้เดนมาร์กมีศักยภาพทางเศรษฐกิจในการดำเนินเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้างประมาณ 7.75 พันล้านยูโร/ปี (ประมาณ 286.75 พันล้านบาท)ไปจนถึงปี 2578
อ่านบทความต่อได้ที่


4. โครงการเคหะของรัฐแห่งแรกของเดนมาร์กตามหลัก Circular Economy

5. การบริหารจัดการขยะ เดนมาร์กให้ความสำคัญกับการแปรสภาพและการใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอยมาผลิตเป็นพลังงาน (waste to energy) โดยเมื่อปี 2561 ได้เปิด CopenHill ซึ่งเป็นโรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ปลอดมลพิษด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย ทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียและกระบวนการผลิตพลังงานไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็มีการออกแบบพื้นที่หลังคาและตัวอาคารโดยรอบให้เป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ พื้นที่สันทนาการ ทางเดินป่า ลู่สกี และกำแพงปีนหน้าผา จึงเป็นสถานที่นิยมในการพักผ่อนหย่อนใจและเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของความเป็นเมืองคาร์บอนต่ำและความยั่งยืนของกรุงโคเปนเฮเกน

อ่านบทความต่อได้ที่


1.EnergyLab Nordhavn

ตั้งอยู่ในเมือง Nordhavn ของกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการพัฒนา smart solutions สำหรับระบบพลังงานแบบบูรณาการที่ยั่งยืนและคุ้มค่าในอนาคต ในช่วงปี 2558 – 2562 โครงการ EnergyLab Nordhavn เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเมืองใหม่ซึ่งใช้เมือง Nordhavn เป็นห้องปฏิบัติการด้านพลังงานอัจฉริยะของเมืองอย่างเต็มรูปแบบ โดยแสดงให้ถึงวิธีการรวบรวมไฟฟ้า ความร้อน อาคารประหยัดพลังงาน และการขนส่งทางไฟฟ้าเข้าด้วยกันกับระบบพลังงานที่อัจฉริยะ ยืดหยุ่นและนำมาใช้ให้อย่างเหมาะสม อีกทั้งนับเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างหลายองค์กร ได้แก่ มหาวิทยาลัย DTU, City of Copenhagen, CPH City & Port Development และบริษัทเอกชนด้านพลังงานของเดนมาร์ก
อ่านบทความต่อได้ที่


2.Vejle Living Lab

ห้องวิจัยเชิงสร้างสรรค์ “Vejle Living Lab” สำหรับการทดลองผลลัพธ์ที่แตกต่างและวิธีการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้ โดย Vejle Living Lab ได้จำลองความท้าทายและความเป็นไปได้ที่เมือง Vejle อาจเผชิญในอนาคตปีพ.ศ. 2593 ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ และการเปลี่ยนแปลงในจำนวนประชากร ตามข้อมูลและสภาพภูมิอากาศตามที่เมือง Vejle คาดการณ์ไว้


3.Smart Aarhus
City Lab ของเมือง Aarhus เมืองใหญ่อันดับ 2 ของเดนมาร์กที่มีประชากรกว่า 340,000 คน ซึ่งเมือง Aarhus เพิ่งได้รับรางวัลเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกเมื่อปี 2566  พื้นที่ของ Aarhus City Lab มีวิธีแก้ปัญหา ทดลองเชื่อมโยงพฤติกรรมของพลเมืองกับการวัดผลทางดิจิทัล มีการใช้ข้อมูลทำให้เมืองเป็นมิตรกับพลเมืองมากขึ้น เป้าหมายหมายหลักคือ การทำให้เมืองมีพลวัต การจัดหาที่จอดรถ การจัดการของเสีย ศิลปะและวัฒนธรรมดิจิทัล สิ่งจูงใจสำหรับการออกกำลังกาย ฯลฯ


พลังงานสีเขียว
การรับมือกับสภาพอากาศ

พลังงานลม

ปัจจุบัน เดนมาร์กเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในด้านเทคโนโลยีหมุนเวียนและการผลิตพลังงานลม เป็นที่ตั้งฐานการผลิตของบริษัท Siemens และ บริษัท Vestas บริษัทผู้ผลิตกังหันลมระดับโลก โดยในปี 2565 เดนมาร์กมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ 67 โดยร้อยละ 46.8  ของไฟฟ้ามาจากพลังงานลม และร้อยละ 11.2 มากจากพลังงานชีวมวล โดยเดนมาร์กมีการจัดทำโครงการพลังงานต่าง ๆ ได้แก่ โครงการ Energy Islands (2 แห่งที่ทะเลเหนือและที่เกาะ Bornholm ในทะเลบอลติก) และโครงการฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง Kriegers Flak (ในทะเลบอลติกระหว่างเดนมาร์กกับเยอรมนี) ซึ่งมีกำลังการผลิตเพื่อป้อนความต้องการไฟฟ้าต่อปีได้สำหรับ 6 แสนครัวเรือน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับได้ทั้งในด้านความเสถียรของกระแสไฟฟ้า การกักเก็บกระแสไฟฟ้าและการส่งไปจำหน่ายยังประเทศใกล้เคียงอีกด้วย


  • สุสานคาร์บอน (CO2 graveyard)
    โครงการ Greensand เป็นโครงการกักเก็บก๊าซ CO2  ที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนไว้ในบ่อขุดน้ำมันเก่าใต้พื้นทะเลเหนือ ซึ่งดำเนินการร่วมกับ บ. Ineos บริษัทผู้นำด้านเคมีของอังกฤษ และ บ. Wintershall Dea ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของเยอรมนี โดยโครงการดังกล่าวจะสามารถนำ CO2 กลับลงสู่ใต้ดินเพื่อประโยชน์ของสภาพอากาศต่อเดนมาร์ก EU และต่อโลกด้วย และมีวิธีการคือการฉีดคาร์บอนเข้าไปในสุสานคาร์บอนเพื่อป้องกันไม่ให้บรรยากาศโลกร้อนขึ้น โดยในขั้นต้น ก๊าซจะถูกจัดเก็บในรูปของเหลวจากโรงงานของ บ. Ineos ในเบลเยียม และมีแผนจะนำคาร์บอนจากเดนมาร์กและประเทศอื่น ๆ ในยุโรปมาในภายหลัง หลังจากขั้นตอนนำร่องแล้ว คาดว่า ก๊าซเรือนกระจกปริมาณ 1.5 ล้านตันจะถูกกักเก็บอยู่ใต้ก้นทะเลในแต่ละปี และโครงการฯ ตั้งเป้าจะขยายการกักเก็บก๊าซ CO2 ที่ถูกปล่อยมาจากทั่วยุโรปให้ได้ถึง 8 ล้านตันต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030

  • Center for Energy Resources Engineering (CERE) ที่ Technical University of Denmark (DTU)
    เป็นสถาบันวิจัยขนาดใหญ่ในด้านการกักเก็บ ดักจับ ขนส่งและ
    การใช้คาร์บอน (CCSTU) มีห้องวิจัยและห้องปฏิบัติการ CO2 Analysis วิจัยเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ

การกำหนดเขตปล่อยมลพิษต่ำ (low emission zones) 

ในปี 2565 รัฐสภาเดนมาร์กได้ออกกฎควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของยานพาหนะโดยมีการกำหนดเขตปล่อยมลพิษต่ำ (low emission zones) ใน 5 เมืองหลักของประเทศ ได้แก่ กรุงโคเปนเฮเกน เมือง Aarhus เมือง Aalborg เมือง Odense และเมือง Frederiksberg เพื่อทำให้แน่ใจว่ามีอากาศที่สะอาดยิ่งขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยในย่านที่มีการจราจรหนาแน่น และถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ขับขี่ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว โดยรถบรรทุก รถโดยสาร และรถตู้ที่ขับเคลื่อนด้วยดีเซลจะต้องติดตั้งตัวกรองอนุภาค (particle filter) เมื่อขับขี่เข้าสู่เขตปล่อยมลพิษต่ำ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษค่าปรับเป็นเงินตั้งแต่ 1,500 – 12,500 โครนเดนมาร์ก (หรือประมาณ 7,500 – 62,500 บาท) ขึ้นอยู่กับประเภทของยานพาหนะ และบังคับใช้กับยานพาหนะทุกประเภทรวมถึงรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศด้วย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เจ้าของรถยนต์สามารถตรวจสอบว่า ทะเบียนรถของตนนั้นได้รับการอนุญาตให้ขับขี่ในโซนดังกล่าวหรือไม่ได้ทางเว็บไซต์ของหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเดนมาร์ก


รัฐบาลเดนมาร์กได้กำหนดและผลักดันวาระด้านควอนตัมเทคโนโลยีของประเทศในภาพรวมภายใต้แนวทางความร่วมมือแบบไตรภาคีระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการบูรณาการและมุ่งสู่การเป็น Danish Quantum Power House 

1. การจัดตั้งศูนย์ DIANA Quantum Center DK 

สถาบัน Niels Bohr Institute ได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งศูนย์ DIANA (Defence Innovation Accelerator for the North Atlantic) ภายใต้การสนับสนุนจาก NATO กระทรวงกลาโหมเดนมาร์ก กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก กระทรวงอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการเงินเดนมาร์ก และอวกาศเดนมาร์ก รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของเดนมาร์ก ได้แก่ Copenhagen University, Aalborg University และ Technical University of Denmark และภาคเอกชน อาทิ Norvo Nordisk Foundation และสภาอุตสาหกรรมของเดนมาร์ก ซึ่งศูนย์ DIANA มีบทบาทสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่

(1) Test and Fabrication Unit เพื่อทำการวิจัย ทดลอง และ ทดสอบเทคโนโลยีควอนตัม พร้อมกับเปิดให้บริษัทขนาดเล็ก บริษัท Start-up หรือบริษัทที่มีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี รวมถึงหน่วยงานจากประเทศพันธมิตร NATO สามารถใช้ห้องทดลองและอุปกรณ์ของศูนย์ฯ ได้ และ 

(2) Accelerator หรือผู้สนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่บริษัทขนาดเล็ก บริษัท Start-up หรือบริษัทที่มีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เพื่อ “เร่ง” การเติบโตของธุรกิจอย่างมีคุณภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น


2. คอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องแรกของโลก

เมื่อปี 2560 Copenhagen University ได้ลงนามในข้อตกลงกับบริษัท Microsoft เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องแรกของโลก ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนเป็นเงินจำนวนกว่า 100 ล้านโครนเดนมาร์ก และนับเป็นการเปิดโอกาสใหม่สำหรับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวทำให้สถาบันฯ กลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับกลศาสตร์ควอนตัม รวมทั้งนับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการแสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสามารถสร้างมูลค่าร่วมกับภาคธุรกิจทั่วโลกได้อีกด้วยทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถาบันฯ ได้ที่ https://nbi.ku.dk/english


โครงการ Novo Nordisk Foundation Quantum Computing Programme (NQCP)

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2566  สถาบัน Niels Bohr Institute ร่วมกับ Novo Nordisk Foundation ได้จัดพิธีเปิดตัวโครงการ NQCP อย่างเป็นทางการที่ University of Copenhagen ซึ่งมีภารกิจหลักในการใช้งานและพัฒนาฮาร์ดแวร์ควอนตัมคอมพิวเตอร์และควอนตัมอัลกอริธึมซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทางเคมีและทางด้าน Life sciences ทั้งนี้ Novo Nordisk Foundation เป็นมูลนิธิเอกชนขนาดใหญ่ของเดนมาร์กได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดตั้ง NQCP เพื่อเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งดำเนินการโดย Niels Bohr Institute ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง BioInnovation Institute ในกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Quantum Deep Tech Lab ซึ่งพัฒนาการใช้เทคโนโลยีควอนตัมในทางอุตสาหกรรม Life sciences ที่สามารถช่วยให้บริษัทและสตาร์ทอัพพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่สามารถปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้


Odense Robotics
เป็นองค์กรคลัสเตอร์เอกชนระดับชาติของเดนมาร์กที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ โดรน และระบบอัตโนมัติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเติบโตทางธุรกิจของบริษัท SMEs และ startups ในเดนมาร์ก โดยมีหุ้นส่วนทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในภาคการศึกษา ซึ่งทำงานร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่มีความทันสมัยและมีชื่อเสียงด้านการส่งเสริม startups โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติและโดรน ของเดนมาร์กเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากจนปัจจุบันเป็นแหล่งรวมผู้นำตลาดระดับโลก startups ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการวิจัยชั้นนำระดับโลก

Odense Robotics Startup Hub ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน robotics incubators ชั้นนำของยุโรป ซึ่งตั้งอยู่บนอาคารของสถาบันเทคโนโลยีของเดนมาร์ก ข้อมูลในปี 2564 ระบุว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของเดนมาร์กประกอบด้วยบริษัทด้านระบบอัตโนมัติ และโดรนจำนวนกว่า 418 แห่ง รวมถึงสถานประกอบการจำนวน 696 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนพนักงานในประเทศประมาณ 10,700 คน และในต่างประเทศประมาณ 3,800 คน อีกทั้งมีผลประกอบการมากกว่า 2.8 พันล้านยูโร 

โดยที่หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมีส่วนช่วยในการลด carbon footprint อุตสาหกรรมดังกล่าวจึงเป็นแรงผลักดันสำคัญในด้าน green transition และ circular economy อีกทั้งยังถือเป็นส่วนสำคัญของ green value chain โดยบริษัทมากกว่าร้อยละ 80 ของอุตสาหกรรมดังกล่าวทำงานอย่างมีกลยุทธ์ในด้าน greentransition และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะต้องการที่จะรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศและสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านการแข่งขัน และเสริมสร้างการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น และบริษัทมากกว่าร้อยละ 78 ของอุตสาหกรรมดังกล่าวจัดหาโซลูชั่นที่มีส่วนช่วยในด้าน green transition และ/หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับลูกค้า


ด้านการเกษตร
และอาหาร        

เดนมาร์กมุ่งมั่นในการบรรลุ climate neutrality ในภาคอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรมของเดนมาร์กภายในปีพ.ศ. 2588 โดยให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับประสิทธิภาพ ผลผลิต และความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าและนวัตกรรม โดยได้ยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรม เกษตรกรผู้เพาะปลูกจะใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (climate-resilient seeds) และเครื่องมือการจัดการพืชผลอัจฉริยะเพื่อเพิ่มผลผลิตในขณะที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสูญเสียสารอาหาร

โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เดนมาร์กสามารถผลิตอาหารได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 และสามารถลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนร้อยละ 45 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 16 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิตและลด carbon footprint เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีด้านพันธุกรรม การพัฒนาคุณภาพอาหารสัตว์ การใช้เอนไซม์และจุลินทรีย์เพิ่มความสามารถในการย่อยและดูดซับสารอาหารของสัตว์ การใช้แบคทีเรียในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อยืดอายุและความสดของสินค้าอาหาร เช่น สลัดพร้อมทานผลิตภัณฑ์จากนม อาหารจากพืช รวมถึงการใช้เทคโนโลยี fermentation ในการป้องกัน/ลดขยะอาหาร เป็นต้น  

มีการตั้งเป้าหมายที่จะลดคาร์บอนในภาคเกษตรกรรมให้ได้ร้อยละ 55-60 ภายใน ค.ศ. 2030 โดยใช้เครื่องมือที่มีผลผูกพันทางกฎหมายด้วยการจัดทำความตกลงด้านการเกษตร (Agri-agreement) กับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก/การมีความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ (climate accounting) ในฟาร์มเกษตร การบริหารจัดการในเรื่องปุ๋ยและอาหารสัตว์ การใช้ Pyrolysis (กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยใช้ความร้อนสลายองค์ประกอบทางเคมีของชีวมวลเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ คือ ของแข็ง ของเหลวและก๊าซ) การใช้ Biorefining (กระบวนการผลิตที่ใช้ชีวมวลหรือวัตถุดิบธรรมชาติเป็นวัตถุดิบตั้งต้น แล้วอาศัยเทคโนโลยีชีวภาพโดยใช้เอ็นไซม์หรือตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพเป็นตัวเปลี่ยนให้วัตถุดิบตั้งต้นเหล่านี้ไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทั้งที่เป็นวัสดุชีวมวล สารเคมีชีวมวล ชีวเวชภัณฑ์ และพลังงานชีวมวล)


 การจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา plant-based foods ของเดนมาร์ก

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2566 รัฐสภาเดนมาร์กได้ผ่านร่างกฎหมายในการจัดตั้งกองทุน Foundation for Plant-based Foods ที่มีมูลค่ากว่า 675 ล้านโครนเดนมาร์ก(ประมาณ 3.35 พันล้านบาท) สำหรับปี 2566 – 2573 โดยมีเป้าหมายเพิ่มทางเลือกของสินค้าอาหารที่ทำจากพืช (plant-based)ให้กับผู้บริโภคและเป็นผู้นำในการผลิตอาหารที่ทำจากพืช โดยกองทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้านการเกษตรที่สำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อนำไปสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ plant-based เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งมีแนวโน้มในด้านการส่งออกด้วย รวมทั้งจะสนับสนุนเกษตรกรและภาคธุรกิจในการหันมาผลิตสินค้า plant-based และจะให้ทุน ลงทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าว นอกจากนี้ การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของความพยายามในการส่งเสริมความยั่งยืนและการต่อสู้กับ climate change

– จะมีการจัดทำ Climate Label บนฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำได้อย่างสะดวก และคาดว่าจะเริ่มประกาศใช้ Climate Label ภายในปีพ.ศ. 2568


ห้องสมุดและศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ ในเดนมาร์กที่อยู่นอกระบบร่วมกับในโรงเรียน ล้วนยึดแนวทาง “เรียนปนเล่น” ทำให้คนเดนมาร์กได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติควบคู่กันไปเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดเด่นของคนในประเทศนี้ ทำให้คนเดนมาร์กมีความภูมิใจในผลงาน ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการออกแบบ

1. Experimentarium
เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้วยเครื่องเล่นทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีการออกแบบให้เป็นห้องปฏิบัติการทดลองขนาดใหญ่ที่จำลองเครื่องเล่นสำหรับเด็กมาจากของจริงในศาสตร์ทุกแขนงที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีการใช้จิตวิทยาแห่งการเรียนรู้ เพื่อดึงดูดให้เด็กมีความกระหายใคร่รู้


2. Learning and Cultural Centre: Holmbladsgade neighborhood Centre Kvarterhuset และ Tingbjerg library and culture house เป็นพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งร้านกาแฟ ห้องครัว ห้องโถง และห้องสมุดที่ตั้งอยู่ในชุมชนกลุ่มน้อยที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายทางสังคม และมีการบริหารการจัดศูนย์ที่ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชน 


ศูนย์บ่มเพาะนักวิจัย

1. Cortex Park เมือง Odense เป็นความร่วมมือระหว่าง University of Southern Denmark (SDU) กับ UCL University College มียุทธศาสตร์ที่จะทำให้เมือง Odense เป็นศูนย์กลางของการศึกษาค้นคว้าวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าของยุโรป มีการทำงานร่วมกัน 4 ฝ่าย คือฝ่ายหาทุนวิจัยให้กับนักศึกษานำเสนอโครงการวิจัยกับบริษัทที่สนใจและบ่มเพาะนักศึกษาด้วยโจทย์วิจัยด้านการแพทย์ ฝ่ายเอกชนในการ pitching งานของกลุ่ม startup ฝ่ายสนับสนุนงานนวัตกรรมด้านหุ่นยนต์ทางการแพทย์ และฝ่ายมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลโดยมีเป้าหมายสู่การเป็น super hospital และศูนย์การแพทย์ระดับโลกที่มีอุปกรณ์ทันสมัยและหุ่นยนต์ทางการแพทย์ครบวงจร


2. Aarhus University Research Station (AU Viborg/ AU Foulum) 
สถานีวิจัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Aarhus University ตั้งอยู่ที่เมือง Foulum ทางตะวันออกของเมือง Viborg ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมงานวิจัยส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยในด้านการเกษตร โดยหัวข้อวิจัยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ พืช นิเวศวิทยา พลังงานชีวภาพ สิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ ดิน พันธุศาสตร์ และเทคโนโลยี


โอกาสในการสร้างความร่วมมือ (Opportunities)

Thai-Denmark collaborations

 ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำ เช่น ระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กับ Institute for Water and Environment (DHI) ของเดนมาร์กตั้งแต่ปี 2557 โดยนักวิจัยของทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือและเห็นพ้องที่จะจัดทำบันทึกความเข้าใจและโครงการร่วมกัน ดังนี้

  • MoU (R&D) Real-Time Flood Modeling and Flood Management System (2557 – 2562)
  • MoU (R&D) Water Management Technology (2562 – 2567)
  • โครงการจัดทำระบบจัดการปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง (Flood and Drought Management Tools) (2557 – 2561)

2. ความร่วมมือด้านการเกษตรและปศุสัตว์

2.1 ความร่วมมือด้านปศุสัตว์เป็นสาขาความร่วมมือที่เก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่งระหว่างไทยกับเดนมาร์กโดยล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๔ ม.ค. ๒๕๖๕ อธิบดีกรมปศุสัตว์และอธิบดีหน่วยงาน Danish Veterinary and Food Administration (DVFA) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการโคนมไทย – เดนมาร์ก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมและพัฒนา ความร่วมมือด้านวิชาการโคนมระหว่างประเทศไทย กับเดนมาร์กโดยครอบคลุมเกี่ยวกับการพัฒนา พันธุ์โคนมและเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระบบการรีดนมและการจัดการฟาร์มโคนมและสวัสดิภาพสัตว์ 

  • เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 เดนมาร์กได้ส่งมอบ ‘ยีนส์ไวกิ้ง’ ของตัวอ่อนวัวแดงให้ประเทศไทย โดยมีนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นผู้รับมอบจากนาย Troels Mandel Vensild ผู้อำนวยการ Danish Veterinary and Food Administration (DVFA)เพื่อนำมาต่อยอดพัฒนาสายพันธุ์โคนมในประเทศไทยในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตน้ำนมทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของการทำฟาร์มโคนมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรไทย อันเป็นการสานต่อ
  • พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และพระเจ้า
  • เฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ ณ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

2.2 สอท. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาศักยภาพของสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรของไทยทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับเดนมาร์ก โดยนำผู้เชี่ยวชาญจาก Dalum Academy of Agricultural Business ของเดนมาร์กเยือนไทย ระหว่างวันที่ 4-6 ก.ย. 2566 เพื่อเป็นวิทยากรบรรยายในโครงการส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาศักยภาพของสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรของไทยทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับเดนมาร์ก ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีผู้บริหาร สอศ. อาจารย์และบุคลากรของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจากสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค เข้าร่วม จำนวนประมาณ 60 คน 

3. ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัม

การนำวิทยากรจาก Neils Bohr Institute บรรยายในงานสัมมนา Denmark-Thailand Quantum Technology Seminar เมื่อเดือน ก.ย. 2566 ที่ประเทศไทย โดยได้เชิญศาสตราจารย์ Jan W. Thomsen เป็นวิทยากรนำเสนอความก้าวหน้าและการผลักดันทางเทคโนโลยีควอนตัมในเดนมาร์กที่ได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์และพัฒนา ผลงานเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทยและก้าวสู่เวทีโลกในอนาคต ตลอดจนร่วมหารือกับคณะนักวิจัยไทยของกลุ่มคอนซอร์เทียมควอนตัมในประเทศ ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของการพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีควอนตัมร่วมกันระหว่างไทยกับเดนมาร์กต่อไปในอนาคต

4.โครงการส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานระหว่างกลุ่มวิจัยขั้นแนวหน้าการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage Frontier Research Group หรือ CCS) และเครือข่ายพันธมิตรกับโครงการ Greensand ของเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7-9 มิ.ย. 2567 ในการนำวิทยากรจากเดนมาร์กไปบรรยายที่ประเทศไทยเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยกับ DTU และโครงการ Greensand เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้5. การดำเนินโครงการส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหารของไทยกับเดนมาร์กในช่วงเดือน ก.ค. 2567 ร่วมกับสถาบันอาหาร และ สอศ. ซึ่งมีความสนใจในหัวข้อ “Technology for developing alternative protein products from plants and insects” และ “Meal design technology and eating behavior analysis”


Funds and fellowships

  • ทุนการฝึกอบรมเรื่องการศึกษาทบทวนพืชสกุลคันแหลนใบยาว (วงศ์เข็ม) ของ ปทท. (Taxonomic research on genus Hypobathrum (Rubiaceae) of Thailand) ระหว่างวันที่ 23 – 30 เม.ย. 2566 ณ มหาวิทยาลัย Aarhus และระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 18 มิ.ย. 2566 ณ สวนพฤกษศาสตร์คิว โดยมูลนิธิคาลสเบิร์ก (Carlsberg Foundation)
  • ทุนการฝึกอบรม (ปฏิบัติงานวิจัย) ด้านพรรณพฤกษชาติ ปทท. ระหว่างวันที่ 26 ก.ค. – 26 ส.ค. 2566 ณ หอพรรณไม้ มหาวิทยาลัยออร์ฮูส โดยมูลนิธิคาลสเบิร์กเป็นผู้สนับสนุน
  • ทุนการฝึกอบรมหลักสูตร “Organisational Change Management” ระหว่างวันที่ 3 – 24 มี.ค. 2567
  • ทุนฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลเดนมาร์ก “Sustainable Urban Development” ระหว่างวันที่ 26 ก.พ. – 15 มี.ค. 2567
  • ทุนการฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลเดนมาร์ก หลักสูตร “Extended Producer Responsibility” ณ University of Copenhagen ระหว่างวันที่ 15 เม.ย. – 3 พ.ค. 2567
  • ทุนการฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลเดนมาร์ก หลักสูตร “Environmental Governance at Local Level” ณ Department of Environmental Science, Aarhus University ระหว่างวันที่ 8 – 26 เม.ย. 2567

ข้อมูลโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน (๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗)
Published by TNIU Thailand and Nordic Countries Innovation Unit


Latest blogs about Denmark

  • The Carbon Vault: เดนมาร์กกับการใช้ “ผืนป่าเล็กๆ”  ออกแบบอนาคตอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    เดนมาร์ก ประเทศเล็กที่มีป่าไม่มาก แต่บริหารจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ กำลังส่งสารไปยังโลกว่า อนาคตของเมืองอาจไม่ได้สร้างจากคอนกรีตและเหล็กเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ไม้” ซึ่งเปลี่ยนอาคารให้กลายเป็นที่เก็บคาร์บอนระยะยาว

  • Carbon Accounting 4.0 : เมื่อสตาร์ทอัพเดนมาร์กใช้ AI เปลี่ยนเกมการติดตามคาร์บอน

    ท่ามกลางกระแสความยั่งยืนที่กำลังทวีความสำคัญในเวทีโลก ภาคธุรกิจทั่วโลกต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการติดตามและบริหารจัดการ “รอยเท้าคาร์บอน” (Carbon Footprint) ขององค์กรอย่างจริงจัง การทำบัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting) จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากแต่ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

  • เส้นทางสู่พลังงานลม พลังงานสะอาดที่ทรงพลังของเดนมาร์ก

    ในโลกที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หนึ่งในตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุด คือ “เดนมาร์ก” ประเทศเล็ก ๆ ที่พิสูจน์ว่าพลังงานลมไม่ใช่แค่ “พลังงานทางเลือก” แต่คือ “พลังงานหลัก” ที่สร้างเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงในอนาคต